ธปท. ชี้แบงก์พาณิชย์ไตรมาส 2/67 กำไร 7.6 หมื่นลบ. ห่วงหนี้เอสเอ็มอีจิ๋ว-เอ็นพีแอลเพิ่ม
นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมธนาคารพาณิชย์ ไตรมาส 2/2567 ผลการดำเนินงานปรับดีขึ้นจากไตรมาส 1/2567 มีกำไรแตะ 7.6 หมื่นล้านบาท มีเงินกองทุน เงินสำรอง และสภาพคล่อง อยู่ในระดับสูง โดยสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ขยายตัวชะลอลงที่ 0.3% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 ยอดคงค้างสินเชื่อด้อยคุณภาพ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 5.4 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมที่ 2.84% ขยับขึ้นจากสินเชื่ออุปโภคบริโภคเป็นสำคัญ โดยธนาคารพาณิชย์ ยังบริหารจัดการคุณภาพหนี้ และให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง
นางสาวสุวรรณีกล่าวว่า ภาพรวมธนาคารพาณิชย์ ไตรมาส 2/2567 ยังมีเสถียรภาพและความมั่นคง แต่ต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้และธุรกิจเอสเอ็มอีขนาดเล็ก รวมถึงกลุ่มธุรกิจที่เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่เกิดจากความสามารถในการแข่งขันที่ปรับลดลง และมีครัวเรือนบางกลุ่มมีฐานะการเงินเปราะบาง รายได้ฟื้นตัวช้า จึงเห็นสินเชื่อด้อยคุณภาพ (เอ็นพีแอล) ปรับเพิ่มขึ้นตามที่ประมาณการไว้ สินเชื่อโดยรวมขยายตัวชะลอลง สินเชื่อธุรกิจขยายตัวค่อนข้างทรงตัว สินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวต่อเนื่องจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่ลดลง ไม่ต่างจากสินเชื่ออุปโภคบริโภค ซึ่งคุณภาพสินเชื่อมีการปรับด้อยลง หลักๆ มาจากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และธุรกิจขนาดใหญ่ที่สถาบันการเงินมีการจัดชั้นเชิงคุณภาพ แต่ตัวลูกหนี้ยังจ่ายชำระหนี้ได้ตามปกติ ซึ่งเป็นเรื่องการป้องกันของสถาบันการเงิน
นางสาวสุวรรณีกล่าวว่า การปรับโครงสร้างหนี้สะสมของระบบสถาบันการเงินในครึ่งแรกปี 2567 จำนวนบัญชีที่ได้รับความช่วยเหลือสะสม 4.90 ล้านบัญชี คิดเป็นยอดภาระหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือสะสม อยู่ที่ 1.50 ล้านล้านบาท โดยความเป็นห่วงอยู่ในสินเชื่อเอสเอ็มอีรายย่อย มีมูลหนี้ต่ำในระดับน้อยกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งการเข้าถึงสินเชื่อมีข้อจำกัดบางส่วน ทำให้อาจใช้สินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคมาเพื่อหมุนเวียนธุรกิจ จึงเป็นห่วงเอสเอ็มอีตัวจิ๋วเหล่านี้ หรือกลุ่มบุคคล ที่กู้ในนามบุคคล เพราะอาจยังไม่มีงบการเงิน ทำให้มีความเปราะบางมากกว่า สายป่านสั้น เงินทุนไม่ยาวมากเพียงพอ ซึ่งเริ่มเห็นในกลุ่มที่มีปัญหาเชิงโครงสร้าง และความสามารถการแข่งขันถูกกระทบแล้ว
“มองไปข้างหน้าคาดว่าเอ็นพีแอลยังมีทิศทางปรับเพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่ายังสามารถบริหารจัดการได้ และไม่เกิดการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด (NPL Cliff) โดยหนี้กล่าวถึงเป็นพิเศษ (Stage 2 หรือ SM) ปรับเพิ่มขึ้นจาก 6.38% เป็น 6.50% หลักๆ มาจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นลูกหนี้ที่ยังชำระได้ แต่มีการจัดชั้นเชิงคุณภาพของธนาคารพาณิชย์ ส่วนสินเชื่อรายย่อยเพิ่มขึ้นจาก 7.34% เป็น 7.60% ซึ่งการเพิ่มขึ้นมาจากลูกหนี้ที่อยู่ในมาตรการช่วยเหลือที่เริ่มอยู่ในช่วงของปรับชำระค่างวด ซึ่งรายได้ยังไม่เพียงพอ และลูกหนี้ที่เริ่มส่งสัญญาณผ่อนชำระล่าช้า ทำให้ธนาคารจัดชั้นหนี้เป็นสินเชื่อหนี้กล่าวถึงเป็นพิเศษ โดยแบงก์ชาติพร้อมประเมินสถานการณ์และพร้อมปรับเปลี่ยนมาตรการตามภาวะที่เกิดขึ้นต่อไป” นางสาวสุวรรณีกล่าว

