ธปท. ย้ำศก.ไทยกำลังฟื้นตัว แม้ไม่เท่ากัน ชี้เงินฝืดยังไม่มา คาดจีดีพีทั้งปี 67 โต 2.6%
เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยภายในงาน Thailand Focus 2024 : Adapting to a Changing World ว่า ขณะนี้ยังยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่สาขาต่างๆ ฟื้นตัวไม่เท่ากัน โดยเศรษฐกิจไตรมาส 4/2566 ที่ผ่านมา โตติดลบ จีดีพีลดลง 0.5% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลของงบประมาณรัฐบาลล่าช้า การส่งออกฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด
โดยเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2567 โตอยู่ที่ 1.6% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และจีดีพีไตรมาส 2/2567 สามารถโตต่อเนื่องที่ 0.8% เทียบจากจากไตรมาสก่อนหน้า จึงยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณเงินฝืด เนื่องจากเชื่อมั่นว่าการฟื้นตัวจะดำเนินต่อไปในครึ่งหลังของปี 2567 นี้ และ ธปท.คาดการณ์ว่า จีดีพีทั้งปี 2567 จะเติบโตได้ที่ 2.6% ซึ่งสอดคล้องกับประมาณการของหน่วยงานรัฐบาลอื่น และนักวิเคราะห์
เปิดช่องพร้อมลดดอกเบี้ย
นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า ในด้านเงินเฟ้อ เดือนกรกฎาคม 2567 อยู่ที่ระดับ 0.8% ในต่ำกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อ 1-3% แต่เงินเฟ้อจะเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งหลังของปี แม้เงินเฟ้อจะต่ำกว่าเป้าหมาย แต่ยังไม่เห็นสัญญาณเงินฝืด เนื่องจากสถานการณ์ราคาสินค้าในประเทศตอนนี้ มีเพียงบางรายการที่มีราคาลดลง แต่ยังไม่ลดลงในวงกว้าง ผู้บริโภคไม่ได้หยุดใช้จ่ายเพื่อรอให้ราคาสินค้าลดลงไปอีก ทำให้การดำเนินนโยบายการเงิน จะเน้นนโยบายผสมสาน ซึ่งนโยบายดอกเบี้ยก็เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการหลายอย่าง และพร้อมปรับหากสถานการณ์เปลี่ยน ไม่ได้ยึดติดจนเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ ธปท.ให้ความสำคัญกับมาตรการรองรับความเสี่ยง เพราะสถานการณ์ในโลกไม่แน่นอนคาดการณ์ไม่ได้ จึงต้องทำนโยบายเผื่อไว้หลายๆ ทาง นอกจากนโยบายดอกเบี้ยก็ยังมีมาตรการอื่นๆ อาทิ การให้เงินกู้อย่างรับผิดชอบของสถาบันการเงินเพื่อส่งเสริมการปรับโครงสร้างหนี้
“การดำเนินนโยบายการเงิน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 6 ต่อ 1 เสียง คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.5% ต่อปีในการประชุมเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา สะท้อนถึง ธปท.ให้ความสำคัญกับแนวโน้มข้างหน้า มากกว่าที่จะอิงกับข้อมูลตลาด โดยขณะนี้เราเห็นภาคเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวไม่เท่ากัน ภาคท่องเที่ยวและที่เกี่ยวข้องฟื้นตัวดี แต่ภาคการผลิตอ่อนแอ การฟื้นตัวของรายได้ของประชาชนก็ไม่เท่ากัน ผู้ประกอบอาชีพส่วนตัว อาทิ แม่ค้า คนขับแท็กซี่ยังได้รับผลกระทบ รายได้ยังไม่ฟื้นตัวดี หลังจากที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากช่วงโควิดระบาด แม้เศรษฐกิจมหภาคฟื้นตัว แต่ประชาชนทั่วไปไม่ได้รู้สึกว่าฟื้นตัวตามไปด้วย นอกจากนี้ ธปท.คาดสินเชื่อด้อยคุณภาพจะเพิ่มขึ้นไป แต่ไม่ถึงขึ้นรุนแรง และคุณภาพสินเชื่อจะด้อยลงต่อไป” นายเศรษฐพุฒิกล่าว

ชู 3 ปัจจัยส่งผลนโยบายการเงิน
นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า ธปท.ให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องในการดำเนินนโยบาย ได้แก่ 1.การเติบโตของเศรษฐกิจที่คาดว่าจะโต 2.6% ในปีนี้ และ 3% ในปี 2568 ระดับการเติบโตถือว่าไม่สูง แต่สอดคล้องกับศักยภาพในการเติบโตระยะยาวของไทยที่ระดับ 3% บวกลบ หากต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตสูงกว่าระดับนี้ มีทางเดียวคือการเพิ่มผลิตภาพของแรงงาน การลงทุน การพัฒนาเทคโนโลยีการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะได้ผลระยะสั้นเท่านั้น ศักยภาพการเติบโตระดับนี้ถือเป็นภาวะปกติใหม่ของไทย (New Normal)
2.เงินเฟ้อไทยลดลง และกำลังกลับเข้าสู่เงินเฟ้อเป้าหมาย เศรษฐกิจไม่ได้ไหลลงสู่ภาวะเงินฝืด เงินเฟ้อไทยต่างจากประเทศอื่น เงินเฟ้อภาคบริการของไทยไม่สูง ค่าเช่าทรงตัวและดึงเงินเฟ้อลง และ 3.เสถียรภาพการเงิน ซึ่งเป็นถือว่าเป็นปัญหาท้าทายมาก จากปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงถึง 90% ของจีดีพี ปัญหาน่ากังวลเพราะหนี้เงินกู้บ้านของไทยมีประมาณเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น เทียบกับหนี้ครัวเรือนของประเทศพัฒนาแล้ว ที่หนี้จำนองบ้านถือเป็นส่วนใหญ่ของหนี้ครัวเรือน ยอมรับว่าแก้ไขยากและต้องใช้เวลา โดย ธปท.ต้องการทำให้หนี้ครัวเรือนลดลงมาที่ระดับ 80% ต่อจีดีพี


