หอค้าไทย-จีน กางสำรวจการค้า Temu พบ 24% พอใจราคาและคุณภาพ ติดตามการรุกของจีนและเฝ้าระวังการทุ่มตลาด ส่วนนักธุรกิจ มองไตรมาส 4/67 ส่งออก-เศรษฐกิจไทยชะลอตัว
นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการ หอการค้าไทย-จีน เปิดเผยว่า การสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยจีนไตรมาส 4/2567 จากนักธุรกิจหอการค้าไทยจีน และตอบถามในประเด็นการค้าผ่านสื่อพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และสถานการณ์การค้าของไทย พบว่า 43% ผู้ตอบคิดว่า การค้าด้วยพาณิชอิเล็กทรอนิกส์ ยังไม่เป็นโอกาสต่อการส่งออกของสินค้าไทย เพราะสินค้าไทยที่ส่งออกส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรม และสินค้าไทยบ้างส่วนเป็นสินค้ารับจ้างผลิต ส่วนอีก 38% เห็นว่าการค้าโดยพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เป็นโอกาสที่ดี เพราะไทยสามารถพึ่งพาการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของจีนเพื่อการส่งออกได้ เป็นโอกาสเข้าสู่ตลาดจีนและตลาดอื่นในภูมิภาค โดย 48.5% ของผู้ตอบ เล็งเห็นว่ารัฐบาลควรสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทย ร่วมมือกับผู้ประกอบการจีนในการพัฒนาโครงสร้างพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ 25% เสนอว่ารัฐบาลควรพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้เป็นเจ้าของเครือข่ายพาณิชอิเล็กทรอนิกส์ของตัวเอง
นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า ในส่วนของการนำเข้านั้น การซื้อขายผ่านแพลตฟอร์ม Temu ที่เป็นข่าวนั้น 85% ของผู้ตอบระบุว่าเคยได้ยิน Temu โดย 39% เคยสั่งซื้อแล้ว แบ่งเป็น 24% เคยสั่งซื้อแล้วและประทับใจทั้งราคาและคุณภาพ แต่ 15% ตอบสั่งซื้อแต่ไม่ประทับใจในคุณภาพ ขณะที่ 46% ได้รับทราบเรื่องการซื้อสินค้าผ่าน Temu แต่ไม่เคยสั่งซื้อ แบ่งเป็น 32% ระบุได้ยินเรื่องการค้าผ่าน Temu แต่ยังไม่คิดจะสั่งซื้อ และ 14% เคยได้ยินและคาดว่ากำลังจะสั่งซื้อ ส่วนอีก 15% ของผู้ตอบไม่เคยได้ยินการค้าผ่านเครือข่าย Temu

“ภาพรวมแล้วสรุปได้ว่า การค้าด้วยพาณิชอิเล็กทรอนิกส์มีความสำคัญสำหรับผู้ค้าชาวไทย และในระยะสั้นความร่วมมือใกล้ชิดกับจีนน่าจะผลักดันการค้าของไทยในตลาดโลกได้ นอกจากนั้นผู้ประกอบการไทยที่เป็นรายย่อยยังสามารถใช้ประโยชน์จากช่องทางพาณิชอิเล็กทรอนิกส์เพื่อนำสินค้าเข้าสู่ตลาดจีนได้ในระดับมณฑล ส่วนการรุกของจีนด้วย Temu นั้น ต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด และเฝ้าระวังการทุ่มตลาด” นายณรงค์ศักดิ์ กล่าว
นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า การคาดการณ์การประกอบธุรกิจของไทยในประเทศในไตรมาสสุดท้ายปี 2567 พบว่า 29.8% ของผู้ตอบ คาดว่าผลประกอบการของธุรกิจที่ค้าขายในประเทศในไตรมาสสุดท้าย เทียบกับไตรมาสสุดท้ายปี 2566 จะชะลอตัวลง ขณะที่ 25% คาดว่าจะดีขึ้น ส่วน 20.7% เห็นว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้
ส่วนการคาดการณ์การส่งออกของสินค้าไทยไปตลาดโลกในไตรมาสสุดท้าย 2567 พบว่า 27.4 % ของผู้ตอบ คาดว่าผลประกอบการของธุรกิจที่ค้าขายในประเทศในไตรมาสสุดท้าย เทียบกับไตรมาสสุดท้ายปี 2566 จะชะลอตัวลง ขณะที่ 27.2% คาดว่าจะดีขึ้น ใกล้เคียงกันมากระหว่างชะลอตัวลงและดีขึ้น แต่ยังมี 20.9% เห็นว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้
“แม้ว่าเสียงส่วนใหญ่คาดว่าธุรกิจที่ค้าขายในประเทศและการส่งออก จะชะลอตัวลงในไตรมาส 4 เมื่อเทียบปี 2566 ก็มีผู้ตอบแบบสอบถามในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน คาดว่าผลประกอบการน่าจะดีขึ้น อีกทั้งมีอีกส่วนหนึ่งที่กล่าวว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้ สรุปได้ว่า ยังไม่สามารถฟันธง ผลประกอบการในไตรมาส 4 ปีนี้เทียบกับไตรมาส 4 ปีก่อนได้อย่างชัดเจน” นายณรงค์ศักดิ์ กล่าว
เมื่อพิจารณาพิจารณาถึงสถานการณ์โลกในปัจจุบัน ที่จีนมีบทบาทมากขึ้นในตลาดโลก คำถามที่สำคัญคือ ความร่วมมือระหว่างไทยและจีนเพื่อการค้าในตลาดโลกจะทำอย่างไร ผู้ตอบแบบสอบถาม เสนอว่า 1. สนับสนุนให้อาเซียนกับจีนมีความร่วมมือกัน โดยให้ไทยนั้นมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงเพราะไทยมีความได้เปรียบทางภูมิภาค 2. ให้ไทยและจีนร่วมมือกันในการลงทุนและผลิต เพื่อมุ่งไปสู่การส่งสินค้าอุตสาหกรรมออกไปยังกลุ่มประเทศตะวันตก การค้าโลกในปัจจุบัน การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมซับซ้อนและมีมูลค่าเพิ่มสูง ต้องพึ่งพาห่วงโซ่การผลิตนานาชาติ กล่าวได้ว่าในการผลิตสินค้าหนึ่งต้องพึ่งพาการผลิตในหลายประเทศ
ดังนั้นหุ้นส่วนทางการค้าระหว่างไทยและจีน และอาเซียนและจีนที่มีไทยเป็นจุดเชื่อมโยง จะเป็นการสร้างเสริมประโยชน์ร่วมกันหากได้จีนมาเป็นพันธมิตรทางการค้าที่ดี ทั้งนี้ ควรอาศัยความสัมพันธ์ตามกรอบข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียนและจีน และกรอบข้อตกลง RCEP จะทำให้ปริมาณการค้าจะเพิ่มพูนทั้งสินค้าทุน สินค้ากึ่งสำเร็จรูป และวัตถุดิบ สรุปได้ว่าทั้งสองประเด็นที่นำเสนอ เป็นเรื่องสำคัญ ที่ควรมีการบริหารและจัดการอย่างเร่งด่วน อีกทั้งควรผลักดันสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปของไทยเข้าสู่ตลาดจีนด้วยวิธีการเจาะตลาดรายมณฑล โดยเฉพาะมณฑลในภาคกลางและภาคตะวันตกของจีนที่มีกำลังซื้อสูง

ส่วนการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยที่มีโอกาสจะซบเซานั้น ผู้ตอบแบบสอบถามมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อภาครัฐ โดยให้ความสำคัญของข้อเสนอแนะ 4 ประการ อันดับแรกคือ สนับสนุนให้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อผลิตสินค้าต่างๆ 2.ส่งเสริมให้มีการพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเพื่อผลิตสินค้าและบริการ และการอำนวยความสะดวกทางการตลาด 3.ส่งเสริมให้มีนวัตกรรมใหม่สำหรับอุตสาหกรรมใหม่และมีการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา และ4. มาตรการลดต้นทุนทางการเงินของระบบธนาคารพาณิชย์แก่ผู้ประกอบการ
ทั้งนี้ การค้าระหว่างประเทศไทยและจีนช่วง 7 เดือนแรกของปี 2567 มีมูลค่าการค้า 66,148 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 6.43% มีสัดส่วน 18.68% ของมูลค่าการค้ารวมของไทย ส่วนการส่งออกของไทยไปยังจีน มีมูลค่า 20,549 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวเพียง 0.30% และการนำเข้าของไทยจากจีน มีมูลค่า 44,599 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 9.52% เนื่องจากการนำเข้าสินค้าทุน ขยายตัวที่ 18.34% เช่น เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และ เครี่องจักรกลและส่วนประกอบ ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้ากับประเทศจีน มูลค่า 24,050 ล้านเหรียญสหรัฐ

