เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีหลายเหตุการณ์ใหญ่ทางการเมือง ทั้งการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ นำโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนใหม่
นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์อุทกภัย หรือน้ำท่วม ฝันร้ายของคนไทยทุกภาคส่วนเสมอมา เพราะภัยพิบัติธรรมชาตินี้เคยทำลายล้างระบบเศรษฐกิจในประเทศไทยเมื่อปี 2554 ณ วันนั้นไม่ว่าจะนิคมอุตสาหกรรม หรือภาคการเกษตรกร ต่างได้รับความเสียหายกันถ้วนหน้า
ปี 2567 แม้ฝ่ายรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นจะมั่นใจว่าควบคุมสถานการณ์น้ำได้ และยืนยันกับประชาชนว่าจะไม่ซ้ำรอยปี 2554 แน่นอน แต่ปัญหาความเสียหายของประชาชนที่ได้รับจากเหตุอุทกภัยที่เริ่มขึ้นแล้วในภาคเหนือตอนบน ได้สร้างผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ อาทิ พื้นที่ทำกินเสียหาย รายได้ลดลง
เมื่อทุกอย่างคลี่คลายลง สิ่งที่หน่วยงานรัฐควรจะต้องเร่งทำคือการฟื้นฟูซ่อมแซมบ้านเมือง และการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ
⦁ฝนตกต่อเนื่องชนวนน้ำท่วมหนัก
สาเหตุของการเกิดน้ำท่วมหนักในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ครอบคลุมพื้นที่ของ จ.เชียงราย น่าน พะเยา แพร่ ทางกรมอุตุนิยมวิทยาระบุ เกิดจากฝนที่ตกต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2567 และปริมาณฝนเพิ่มขึ้นวันที่ 17-21 สิงหาคม 2567 เพราะอิทธิพลของร่องมรสุมที่พาดผ่านทางตอนบนของภาคเหนือ
ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมประเทศไทยมีกำลังอ่อนถึงปานกลาง และมีกำลังค่อนข้างแรงเป็นบางช่วง ทำให้เกิดฝนตกต่อเนื่องเกือบทุกวันและตกหนักถึงหนักมากในบางวัน
โดยเฉพาะฝนที่ตกในพื้นที่ที่เป็นภูเขาสูง ทำให้มีปริมาณฝนตกสะสมเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงเกิดเป็นน้ำท่าที่มีปริมาณมหาศาลไหลลงสู่ลุ่มน้ำหลักและลุ่มน้ำสาขาต่างๆ อย่างรวดเร็ว จนทะลักและไหลเข้าพื้นที่จังหวัด
⦁หน่วยงานรัฐร่วมใจฝ่าวิกฤตท่วม
กระทรวงที่เรียกว่าเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมมาโดยตลอด คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องของน้ำโดยตรงอย่างกรมชลประทาน ได้ติดตามสถานการณ์ ให้การช่วยเหลือและป้องกันเหตุอุทกภัย รวมถึงเป็นผู้ตรวจสอบและวางแผนเรื่องของการระบายน้ำ
โดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วมในภาคเหนือตอนบนกันอย่างต่อเนื่อง เริ่มที่จังหวัด พะเยา แพร่ น่าน และสุโขทัย ซึ่งในการลงพื้นที่แต่ละครั้ง คณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางไปแต่ละจังหวัดเพื่อมอบถุงยังชีพลงพื้นที่ พร้อมติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ และให้กำลังใจผู้ประสบภัยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
ทั้งนี้ น้อยคนจะทราบว่า ร.อ.ธรรมนัสเป็นประธานจัดตั้งมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศลสำหรับช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งในเหตุการณ์อุทกภัยครั้งนี้ นอกจากได้กำชับให้ส่วนราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลือดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิดแล้ว
ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังร่วมกับมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า จัดตั้งโรงครัวผลิตอาหารและแจกจ่ายถุงยังชีพให้กับผู้ประสบอุทกภัยเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนโดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้ในพื้นที่ 4 จังหวัด ดังนี้ 1.จังหวัดเชียงราย ข้าวกล่อง 500 กล่องถุงยังชีพ 500 ชุด 2.จังหวัดพะเยา ข้าวกล่อง 300 กล่องถุงยังชีพ 700 ชุด 3.จังหวัดแพร่ ข้าวกล่อง 1,000 กล่องถุงยังชีพ 200 ชุด และ 4.จังหวัดน่าน ข้าวกล่อง 300 กล่อง ถุงยังชีพ 500 ชุด
นอกจากนี้ ทางคณะกระทรวงฯยังติดตามลงพื้นที่แถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ใกล้กับแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เสี่ยงที่อาจจะเจอกับน้ำท่วม จากเหตุปริมาณน้ำฝนสะสมหนัก
ล่าสุด อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำและการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยจังหวัดหนองคาย ณ โครงการชลประทานหนองคาย ต.มีชัย อ.เมือง จ.หนองคาย
เนื่องจากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีปริมาณฝนตกหนักสะสมในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ทำให้เกิดระดับน้ำล้นตลิ่งบริเวณแม่น้ำโขง เอ่อล้นตลิ่งท่วมถนนและพื้นที่การเกษตรที่อยู่ริมแม่น้ำโขง พร้อมกันนี้ ได้ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพให้กับประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมและตรวจเยี่ยมให้กำลังใจชาวบ้าน
อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ทางการเมืองของ ร.อ.ธรรมนัสขณะนี้จะค่อนข้างปั่นป่วน แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้การรักษาการของ ร.อ.ธรรมนัสก็ได้ทำหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤตอุทกภัยอย่างเต็มกำลังและพร้อมทุ่มเทให้กับพี่น้องประชาชนเป็นหลัก
ขณะที่กระทรวงคมนาคม สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ากระทรวงคมนาคม เร่งจัดประชุมร่วมกับหัวหน้าในหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม สั่งการให้เร่งเดินหน้าช่วยเหลือประชาชนโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ทั้งการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง และการให้ความช่วยเหลือในการดำรงชีพช่วงน้ำท่วม และกำชับต้องเข้าถึงพื้นที่และแก้ปัญหาเส้นทางคมนาคมที่ได้รับผลกระทบโดยเร็ว พร้อมทั้งเตรียมการรับมือจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
โดยทางกระทรวงเปิด “ศูนย์ Command Center ภัยพิบัติกระทรวงคมนาคม” ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการ สั่งการ รับแจ้งเหตุ ประสานข้อมูลการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกกระทรวงฯ เพื่อบูรณาการการรายงานผลในการให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที
หน้าที่หลักของศูนย์ Command Center ภัยพิบัติกระทรวงคมนาคม จะทำการรายงานสภาพอากาศบริเวณแต่ละจังหวัด และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ โครงข่ายคมนาคมที่ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย เส้นทางหลวง เส้นทางหลวงชนบท และเส้นทางรถไฟ ซึ่งจะมีการสรุปและชี้แจงให้ประชาชนทราบทุกวันเพื่อที่จะได้เตรียมวางแผนเลี่ยงเส้นทางที่อาจจะเป็นอันตรายและอยู่ในจุดเสี่ยงที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมได้
นอกจากนี้ สุริยะ ยังมอบหมายให้ทุกหน่วยงานคมนาคมจัดเตรียมถุงยังชีพ และของใช้จำเป็น เพื่อแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในครั้งนี้ พร้อมทั้งให้จัดเจ้าหน้าที่คอยดูแลและอำนวยความสะดวกการสัญจรบนเส้นทางการจราจรต่างๆ อย่างใกล้ชิด รวมถึงติดตั้งป้ายเตือน และจัดเจ้าหน้าที่ดูแลสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง (ชม.) จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
ขณะเดียวกัน กรมทางหลวงชนบท ได้ติดตั้งสะพานเหล็กสำเร็จรูป (Bailey Bridge) พร้อมสัญญาณไฟกะพริบ ป้ายเตือน ป้ายแนะนำเส้นทางเลี่ยง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนใน จ.แพร่ ใช้สัญจรได้ชั่วคราว คาดว่าจะดำเนินการติดตั้งแล้วเสร็จและเปิดให้ประชาชนใช้สัญจรภายในวันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน 2567 โดยกระทรวงจะเร่งดำเนินการซ่อมแซมถนน รางรถไฟหลังน้ำลดเพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ได้ตามปกติ
⦁เอกชน-นักวิชาการหวั่นน้ำท่วมทุบศก.
หากย้อนไปเมื่อเหตุอุทกภัยปี 2554 ธนาคารโลก (World Bank) ประเมินว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 มีมูลค่าสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาทเป็น “มหาอุทกภัย” ที่เลวร้ายที่สุด ทั้งในแง่ของปริมาณน้ำและจำนวนผู้ได้รับผลกระทบ
โดยสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2554 ทั้งปี ขยายตัวได้เพียง 0.1% แน่นอนว่าเพราะการติดลบอย่างหนักในไตรมาสที่สี่ของปี 2554 ที่เจอน้ำท่วม จีดีพีหดตัว 9.0% ผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในราคาประจำปี คิดเป็นมูลค่า 328,154 ล้านบาท
โดยภาคอุตสาหกรรม หดตัว 21.8% เทียบกับขยายตัว 3.1% ในไตรมาสที่ผ่านมา อัตราการใช้กำลังการผลิตรวมอยู่ที่ระดับ 46.4% ลดลงจาก 64.5%
การใช้จ่ายภาคครัวเรือน หดตัว 3.0% โดยยอดจำหน่ายสินค้าคงทนลดลงมากถึง 21.8% และความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงเหลือระดับ 62.3 เทียบกับ 73.5 ในไตรมาสที่แล้ว
รวมทั้งผู้บริโภคมีความกังวลต่อสถานการณ์ค่าครองชีพที่อาจปรับตัวสูงขึ้นหลังจากที่ราคาสินค้าทรงตัวในระดับสูง ประกอบกับการลดลงของรายได้เกษตรกรจากการลดลงของราคาสินค้าเกษตรหลักๆ เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และมันสำปะหลัง
ดังนั้น จากเหตุการณ์เมื่อปี 2554 จึงทำให้นักวิชาการ และภาคเอกชน ต่างก็เป็นกังวลและกลัวว่าจะซ้ำรอย เนื่องจากเศรษฐกิจไทยขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงกำลังฟื้นตัว การที่มีเหตุอุทกภัยมาถือว่าเป็นอีก 1 อุปสรรคในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ไปต่อยากขึ้น
เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2567 สนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในภาคเหนือ 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พะเยา สุโขทัย ลำปาง เพชรบูรณ์ แพร่ น่าน พิษณุโลก และนครสวรรค์ ว่า ยังมีแนวโน้มที่ฝนจะตกเพิ่มอีกระลอก
โดยหอการค้าไทยและมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินมูลค่าความเสียหายกรณีสถานการณ์น้ำท่วมในเขตพื้นที่ภาคเหนือ เบื้องต้นประเมินความเสียหายประมาณ 4,000-6,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.02-0.03% ของจีดีพี ยังคงต้องติดตามและประเมินผลกระทบอีกครั้ง เนื่องจากหลายจังหวัดยังมีความเสี่ยงที่อาจเกิดน้ำท่วมเพิ่มเติม และจากการประเมินพบว่า ภาคการเกษตรได้รับผลกระทบมากที่สุด รองลงมาเป็นภาคบริการ และภาคอุตสาหกรรม
โดยในระยะสั้น หอการค้าฯ เสนอให้รัฐบาลจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อให้การสั่งการและมอบหมายนโยบายข้ามกระทรวงเกิดการบูรณาการการทำงานอย่างคล่องตัว และจะต้องเตรียมแผนรับมือมวลน้ำที่จะไหลลงมาสู่ภาคกลางและกรุงเทพฯ ตลอดจนปริมาณฝน
นอกจากนี้ สนั่น ระบุว่า หลังระดับน้ำลดลงและเข้าสู่ภาวะปกติ ภาครัฐและเอกชนจำเป็นต้องมีแนวทางการช่วยเหลือ ซ่อมแซม และฟื้นฟู ให้ประชาชนและภาคธุรกิจในพื้นที่ โดยเฉพาะความเสียหายของสิ่งปลูกสร้าง ที่อยู่อาศัย และระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิต ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลาปรับปรุงและซ่อมแซมอย่างเร่งด่วนเพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ
ขณะเดียวกัน หอการค้าไทยได้ร่วมมือกับผู้ประกอบการค้าปลีกและค้าชั้นนำของประเทศ ระดมแนวทางบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ผ่านการจัดแคมเปญลดราคาสินค้าอุปโภค-บริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า และเฟอร์นิเจอร์
ตลอดจนร่วมกับกระทรวงพาณิชย์จัดสินค้าลดราคา ออกหน่วยธงฟ้าบริการประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย พร้อมช่วยเหลือด้านการเงิน หารือกับ SME D Bank และ EXIM Bank ออกมาตรการช่วยเหลือทางการเงินสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นพิเศษ
ด้าน สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ให้ความเห็นว่า จากเหตุการณ์อุทกภัย เป็นเรื่องที่ทางหน่วยงานรัฐบาลต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะมีกระแสข่าวหลายรูปแบบว่าอาจจะท่วมหนักกว่าปี 2554 หรือแม้กระทั่งเรื่องของภัยธรรมชาติที่ยากจะควบคุม
ประกอบกับภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังจะเริ่มฟื้นตัวแล้ว ดังนั้น รัฐบาลจะต้องหาวิธีไหนป้องกันไม่ให้ประชาชนและประเทศได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยมากเท่าปี 2554 และอยากให้รัฐบาลนำเหตุการณ์ในอดีตครั้งนั้นมาเป็นบทเรียนสำคัญในการเข้มงวดในการรับมือมากขึ้น
ขณะที่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ ระบุว่า จากสถานการณ์อุทกภัย ในหลายภาคจังหวัด ณ ขณะนี้ แง่ของความเสียหายคาดว่าจะเยอะพอสมควร โดยเฉพาะด้านการเกษตร
สำหรับการเยียวยาช่วยเหลือนั้น อาจต้องดูพี่น้องประชาชนที่เป็นผู้ประกอบการอิสระ หรือเปิดร้านค้าเล็กก่อน ว่าได้ช่วยเหลือตามกฎหมายอย่างไรบ้าง เพื่อช่วยเหลือในขั้นต้นก่อน ส่วนการช่วยเหลือด้านเกษตรกรอาจจะต้องมีการประเมินความเสียหายก่อนเช่นกัน
⦁ก.เกษตรเปิดแผนเยียวยาฟื้นฟู
ทั้งนี้ พีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ให้ข้อมูลว่า กรณีพื้นที่เกษตรได้รับความเสียหายเกษตรกรจะได้รับความช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2562 และหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2564 โดยเกษตรกรจะต้องขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตรก่อนเกิดภัย
โดยจะได้รับความช่วยเหลือครัวเรือนละไม่เกิน 30 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว ไร่ละ 1,340 บาท พืชไร่และพืชผัก ไร่ละ 1,980 บาท ไม้ผลไม้ยืนต้นและอื่นๆ ไร่ละ4,048 บาท
“ได้สั่งการให้เตรียมการสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยศูนย์ขยายพันธุ์พืช (ศขพ.) จำนวน 10 แห่ง จัดเตรียมเมล็ดพันธุ์และต้นพันธุ์พืชพร้อมแล้ว เป็นพืชอายุสั้นที่เกษตรกรนำไปปลูกเพื่อเป็นอาหาร ลดค่าใช้จ่ายในครอบครัวและเพิ่มรายได้” พีรพันธ์ทิ้งท้าย
ภัยธรรมชาติคือ 1 ปัจจัยเสี่ยงสำหรับเศรษฐกิจ หวังว่าบทเรียนของน้ำท่วมไทยในปี 2554 จะทำให้ทุกฝ่ายรับมือได้จริงๆ เสียที

