หน้าแรก เศรษฐกิจ ส่งออก 7 เดือ...

ส่งออก 7 เดือน ขยายตัว 3.8% แต่ขาดดุลพุ่งกว่า 3 แสนล. สรท.ยังคงเป้าโตที่ 1-2% ฝากการบ้าน 5 ข้อ ถึงรบ.อิ๊งค์

3.09.24 | 14:42 น.

ส่งออก 7 เดือน ขยายตัว 3.8% แต่ขาดดุลพุ่งกว่า 3 แสนล. สรท.ยังคงเป้าโตที่ 1-2% ฝากการบ้าน 5 ข้อ ถึงรบ.อิ๊งค์


เมื่อวันที่ 3 กันยายน นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยถึง ภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนกรกฎาคม 2567 ว่า เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การส่งออกมีมูลค่า 25,720.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 15.2 หรือประมาณ 938,285 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 21.8 (เมื่อหักค่าทองคำ นํ้ามัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในเดือนกรกฎาคมขยายตัวร้อยละ 9.3) ในขณะที่ การนำเข้ามีมูลค่า 27,093.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 13.1 หรือคิดเป็น 999,755 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 19.4  ทำให้เดือน ก.ค. ไทยขาดดุลการค้า 1,373.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ  61,470 ล้านบาท

นายชัยชาญ กล่าวว่า สำหรับภาพรวมการส่งออกในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2567 (ม.ค.-ก.ค.) อยู่ที่ 171,010.6 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6,129,300 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 3.8 (เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในช่วงม.ค.-ก.ค. ขยายตัวร้อยละ 4)

ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 177,626.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6,437,235 ล้านบาท  ขยายตัวร้อยละ 9.9 ส่งผลให้ 7 เดือนแรกของปีนี้ไทยขาดดุลเท่ากัน 6,615.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 307,935 ล้านบาท

Advertisement

นายชัยชาญ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามทาง สรท. ยังคงคาดการณ์การส่งออกปี 2567 เติบโตที่ร้อยละ 1-2 (เดือนกันยายน 2567) โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง ในครึ่งปีหลังที่สำคัญ คือ 1.ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วอย่างมีนัยสำคัญส่งผลโดยตรงต่อการส่งออกทันที เนื่องจากการแข็งค่าของเงินบาท ทำให้ราคาสินค้าของไทยสูงกว่าคู่แข่ง ส่งผลต่อความสามารถในการแข็งขันที่ลดลงของผู้ประกอบการในประเทศ

2.ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และแคนาดา ตั้งกำแพงภาษีสินคิ้วขึ้น ส่งผลให้สินค้าจีนไหลกลับมายังตลาดเอเชีย , สถานการณ์ สงครามในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ

3.ปัญหาการขนส่งสินค้าทางทะเล โดยสหภาพแรงงานทั่วประเทศสหรัฐฯ ยังไม่สามารถ บรรลุข้อตกลง อาจทำให้เกิดความขัดแย้ง หยุดการผลิตและกระทบซัพพลายเชนในภาคการผลิต และการให้บริการในท่าเรือฝั่งตะวันออก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเดินเรือในภาพรวมและปริมาณการนำเข้าของสหรัฐฯ และค่าระวางเรือยังคงดึงตัวและมันผวนในท่าเรือหลัก ขณะที่เส้นทางภายในเอเชีย และตะวันออกกลาง ค่าระวางเริ่มลดลง แต่ในเส้นทาง สหรัฐ อเมริกาใต้ สหภาพยุโรป และออสเตรเลีย ยังคง ทรงตัวในระดับสูง

4.ปัญหาสภาพตู้ขนส่งสินค้าที่สายเรือส่งมอบให้บรรจุสินค้าต่ำกว่าความคาดหวังของผู้ส่งออก และ 5.การเข้าถึงและการตัดวงเงินสินเชื่อของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ เอสเอ็มอี ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ

นายชัยชาญกล่าวว่า ทางสรท. ขอนำเสนอแนวทางการดำเนินการต่อรัฐบาลใหม่ รวม 5 เรื่อง ประกอบด้วย 1.ด้านโครงสร้าง โดยรัฐบาลต้องมุ่งเน้นให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นชาติการค้า เพื่อ ช่วยสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งมีเสถียรภาพ และแข่งขันได้ในระดับสากล และการพัฒนาการส่งออก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ให้สามารถแข่งขันและเติบโตอย่างมั่นคง

2. ด้านโลจิสติกส์ ต้องเร่งแก้ไขปัญหาความแออัดท่าเรือแหลมฉบัง ประกอบกับค่าน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อต้นทุนที่ผู้ส่งออก-นำเข้าต้องแบกรับ รวมถึงศักยภาพการแข่งขันทางการค้า ระหว่างประเทศที่ลดลง โดย สรท.ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง มีการหารือข้อสรุปของผลกระทบจากประเด็นปัญหาหลักมาจาก ข้อจำกัดของผู้ส่งออกนำเข้า ข้อจำกัดของการขนส่งด้วยเรือชายฝั่ง ข้อจำกัดของการขนส่งทางราง ด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบการจราจรในท่าเรือ และความแออัดของท่าเทียบเรือ สัมปทาน

“ในประเด็นนี้ อยากมีการแก้ปัญหาด้วยการ ตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาความแออัดท่าเรือแหลมฉบัง รวมถึงคณะทำงานรวมระดับปฏิบัติการท่าเรือแหลมฉบัง  เพิ่มการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ พัฒนา สาน วางตู้กลาง / Service Area / Rest Area ทั้งภายใน และภายนอก รวมถึงเห็นสัดส่วนการขนส่งสินค้าทางรางและทางน้ำภายในประเทศ ปรับปรุงด้านวิศวกรรมการจราจร รวมทั้งต้องนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในระบบการทำงาน เช่น บังคับใช้ระบบ Truck Queue 100% เชื่อมโยงการทำงานเต็มรูปแบบกับระบบ Port Community System (PCS) แก้ไขปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ อาทิ ปรับปรุงระเบียบปฏิบัติให้หน่วยงาน ราชการที่เกี่ยวข้องกับการตรวจปล่อยสินค้า ปฏิบัติงาน 7/24 ปรับปรุงสัญญาสัมปทานท่าเทียบเรือและกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่อง และควรให้มีหน่วยงานกำกับดูแลและวางมาตรฐานการให้บริการของ ลานกองตู้สินค้า (Container Depot) รวมถึงควรให้มี บริการชั่งน้ำหนักรถบรรทุกหนักก่อนออกจากท่าเรือ”

นายชัยชาญกล่าวว่า ทาง สรท. ได้นำเสนอและผลักดันแนวทางการแก้ไขปัญหาข้างต้นไปยังหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง ทั้งการท่าเรือแห่งประเทศไทย กระทรวงคมนาคม และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อเร่งแก้ใจปัญหาโดยเร็ว

นายชัยชาญกล่าวว่า สำหรับข้อเสนอแนะ ข้อ 3. คือ เรื่องการเงิน ซึ่งต้องรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าเร็วเกินไป สนับสนุนให้ผู้ประกอบการประกันความเสียหายในการส่งออกสินค้า  รวมทั้งพิจารณาหลักเกณฑ์เงื่อนไข สนับสนุน และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) มีโอกาสเข้าถึงแหล่ง เงินทุน ให้เพียงพอต่อการหมุนเวียนกระแสเงินสดและการผลิตเพื่อการส่งออก และมองว่าเรื่องการส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เป็นปัจจัยหลัก ที่ สรท. อยากให้รัฐบาลใหม่ เร่งเข้ามาช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

นายชัยชาญกล่าวว่า 4.ด้านการผลิตและต้นทุน โดยต้องกำกับดูแลต้นทุนการผลิตและต้นทุนวัตถุดิบ เพื่อให้การส่งออกของไทยยังคงขีดความสามารถในการแข่งขันได้ อาทิ ต้นทุนพลังงาน และราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ค่าแรงขั้นต่ำ และค่าขนส่งสินค้าทางทะเลโดยเฉพาะค่าระวางเรือให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม รวมทั้ง การกำกับดูแลสินค้าการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ต้องเอื้อประโยชน์ให้กับซัพพลายเชนในประเทศ และ 5.ด้านการตลาด-อีคอมเมิร์ซ โดยต้องกำกับดูแลสินค้าไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงสินค้าต้นทุนต่ำที่ทะลักเข้ามาในประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศโดยเฉพาะ เอสเอ็มอี และปัญหาการจ้างลดลง

“หากทางรัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้การบริหารของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นำข้อเสนอที่ทาง สรท. กล่าวมานั้นไปปรับใช้ เชื่อว่า อีกไม่นานตัวเลขการส่งออกที่รัฐบาลตั้งไว้ในช่วงสิ้นปีและต่อเนื่อง ก็จะไปถึงฝั่งฝันอย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้”