บัวหลวง ชี้หุ้นไทยให้ผลตอบแทน ลบ 6.1% รั้งท้ายเอเชีย หวังมาตรการรัฐ-วายุภักษ์ เป็นป๋าดัน
นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ สายงานค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยนับตั้งแต่ต้นปี 2567 ถึงปัจจุบัน สร้างผลงานรั้งท้ายตลาดหุ้นเอเชีย หากเปรียบเทียบผลตอบแทนบนสกุลเงินท้องถิ่น โดยให้ผลตอบแทนติดลบ 6.1% เมื่อเทียบตลาดหุ้นในเอเชียที่มีผลตอบแทนสูงสองหลักขึ้นไป อาทิ ตลาดหุ้นไต้หวัน บวก 25% หุ้นญี่ปุ่น บวก 14% และหุ้นเวียดนาม บวก 15% ตลาดหุ้นไทยจึงให้ผลตอบแทนต่ำกว่าภาพรวมตลาดต่อเนื่อง 2 ปีติด โดยในช่วงกลางปีที่ผ่านมา ดัชนีปรับตัวลดลงกว่า 10-12% สาเหตุเพราะกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ครึ่งปีแรกออกมาขยายตัวเพียง 3% จากเป้าหมายทั้งปีที่คาดจะโต 14% ผลจากการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของภาครัฐที่เพิ่งออกมาเมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมา รวมทั้งรัฐบาลยังโฟกัสอยู่ที่โครงการดิจิทัลวอลเล็ตเป็นหลัก จึงปรับลดเป้าหมายดัชนีหุ้นสูงสุดปลายปี 2567 ลงมาที่ระดับ 1,396 จุด จากเดิมที่คาดเป้าหมายปีนี้ที่ระดับ 1,466 จุด
“ภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้ยังมีปัญหาอีกหลายเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ไข ทั้งเรื่องสินค้าราคาต่ำของจีนทะลักเข้าไทย ทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยมีปัญหา การส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะประเทศสหรัฐฯ และจีน ที่กำลังเผชิญหน้ากับภาวะเศรษฐกิจเติบโตชะลอตัว แต่รัฐบาลยังให้ความสำคัญที่ดิจิทัลวอลเล็ตเป็นหลัก โดยช่วงที่เหลือของปีนี้ เชื่อว่าจะได้ประโยชน์จากท่องเที่ยว แต่ดีมานด์ภายในประเทศยังฟื้นตัวได้ช้า อาทิ ธุรกิจก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย สื่อโฆษณา และการเงินเพื่อการบริโภค ที่ภาพรวมยังดูไม่ค่อยดี ทำให้เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยง” นายชัยพร กล่าว
นายชัยพร กล่าวว่า เป้าหมายดัชนีปลายปี 2567 ยังไม่ได้รวมโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งยังต้องติดตามข่าวการปรับเปลี่ยนการแจกเป็นเงินสด คาดว่าจะเกิดขึ้นปลายปีนี้ เบื้องต้นมีมุมมองว่าการแจกเงินสดเป็นการเติมเงินเข้าระบบที่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ซึ่งอาจช่วยกระตุ้นให้จีดีพีเพิ่มขึ้นได้ 0.3% จากที่คาดการณ์จีดีพีปีนี้ จะโตที่ระดับ 2.6% แต่นอกจากดิจิทัลวอลเล็ตแล้ว หวังจะเห็นนโยบายอื่นของรัฐบาลออกมาเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศต่อเนื่อง รวมถึงคาดหวังว่าการจัดตั้งกองทุนวายุภักษ์ ที่ประเมินว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนเข้ามามากกว่า 1 แสนล้านบาท จะสามารถเสริมสภาพคล่องในตลาดหุ้นมากขึ้น แต่หากระดมทุนได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ 1-1.5 แสนล้านบาท อาจทำให้ตลาดเสียความเชื่อมั่นได้ เพราะแรงหนุนที่จะทำให้ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัว มีเพียง 3 ปัจจัย ได้แก่ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน เม็ดเงินทุนลงทุนที่พร้อมสนับสนุนตลาด และภาวะเศรษฐกิจรวมถึงกำไรของบริษัทจดทะเบียน
ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามมีหลากหลายเรื่อง อาทิ เรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ กับจีน ที่อาจเข้มข้นขึ้นหากพรรครีพับลิกันชนะการเลือกตั้งปลายปีนี้ จะส่งผลให้ไทยได้รับผลกระทบด้านลบตามไปด้วย แนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลายประเทศเติบโตแบบชะลอตัว ความมั่นคงทางการเมืองและการดำเนินนโยบายต่อเนื่องของภาครัฐ สงครามทั่วโลกที่ยังเป็นความเสี่ยง และความท้าทายของการเปลี่ยนแพลตฟอร์มการค้าขายสู่ระบบเอไอมากขึ้น
นายชัยพร กล่าวว่า กลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่เหลือของปีนี้ แนะนำจัดพอร์ตลงทุนแบบตั้งรับอย่างเต็มตัว เพื่อตั้งการ์ดรับมือกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ และหลายประเทศคู่ค้าของไทยที่เติบโตชะลอตัว รวมถึงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ กับจีน ซึ่งอาจทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกและสินทรัพย์ต่างๆ เกิดความผันผวนได้ ล่าสุดทีมวิจัยหลักทรัพย์ฯ ได้ปรับลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงลงมาอยู่สัดส่วน 20% จากต้นปี 2567 ที่อยู่ประมาณ 60-80% และเพิ่มน้ำหนักการลงทุนตราสารหนี้ทั้งระยะสั้นและระยะยาวในสัดส่วน 80% ส่วนตลาดหุ้นเวียดนาม แนะให้ลดน้ำหนักการลงทุน จาก 13% เป็น 9% ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จาก 12% เป็น 6% ส่วนตลาดหุ้นจีนและญี่ปุ่นแนะขายไปก่อนหน้ายังไม่ให้น้ำหนักลงทุน ขณะที่หุ้นไทยให้น้ำหนักการลงทุนสัดส่วนต่ำ 2% ของพอร์ตรวม
นายชัยพร กล่าวว่า สำหรับนักลงทุนที่ไม่มีเวลาติดตามการลงทุน แนะนำบริการจัดพอร์ตกองทุนรวมแบบอัตโนมัติ (BLS Top Funds Portfolio) เครื่องมือช่วยสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืน โดยไม่ได้ผูกติดกับบลจ. ค่ายใดค่ายหนึ่ง แต่จะเฟ้นหากองทุนที่ดีที่สุดของสินทรัพย์เป้าหมาย โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนมืออาชีพคอยดูแลจัดพอร์ตตามมุมมองและคัดเลือกกองทุนตัวท็อปให้อัตโนมัติ ปัจจุบันมีให้เลือกลงทุนทั้งหมด 3 ประเภท 6 พอร์ตการลงทุน โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาสร้างผลตอบแทนสูงสุด 7.60% สำหรับพอร์ตความเสี่ยงสูง เมื่อเทียบกับดัชนีหุ้นไทยที่ติดลบ 4.72% (อ้างอิงข้อมูลวันที่ 29 สิงหาคม 2567) โดยนักลงทุนที่สนใจสร้างโอกาสรับผลตอบแทนอย่างยั่งยืนสามารถสมัครบริการ BLS Top Funds Portfolio ได้ที่แอพพลิเคชั่น Wealth CONNEX

