หน้าแรก เศรษฐกิจ กกร. คงเป้าจี...

กกร. คงเป้าจีดีพี’67 โตสุด 2.7% ชี้มีครม.ใหม่เร็วดึงความเชื่อมั่น เร่งทำสมุดปกขาวชงรบ.ใน1เดือน

4.09.24 | 15:01 น.

กกร. คงเป้าจีดีพีปี 67 โตสุด 2.7% เชื่อมี ครม.ใหม่เร็วดึงความเชื่อมั่นได้ จี้เร่งเพิ่มเม็ดเงินเข้าระบบ เร่งทำสมุดปกขาวเสนอแนวทางขับเคลื่อน ศก. ชง รบ.คาดเสร็จภายใน 1 เดือน

เมื่อวันที่ 4 กันยายน นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่อง รวมถึงเศรษฐกิจไทยด้วย เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศยังอ่อนแรงสะท้อนจากการลงทุน แม้รัฐเร่งเบิกจ่ายงบประมาณลงทุน ทำให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเติบโตเฉลี่ยได้กว่า 20% ในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม แต่เศรษฐกิจในไตรมาส 2 ที่ผ่านมายังชะลอตัว โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนหดตัวมากถึง 6.8% เหตุสำคัญจากกลุ่มยานยนต์ที่ยอดขายในประเทศลดลงถึง 24%

โดยการลงทุนในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มชะลอสะท้อนจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยการส่งออกของไทยในเดือนกรกฎาคมเติบโตถึง 15.2% จากแรงหนุนของวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ของโลก แม้ค่าระวางเรือยังสูงกว่าภาวะปกติ 3 เท่าตัวเป็นปัจจัยลบต่อการค้าโลก ทั้งปี 2567 คาดว่าการส่งออกจะเติบโตระหว่าง 1.5-2.5% ปรับเพิ่มขึ้นจาก 0.8-1.5% แต่เห็นสหรัฐ ส่งสัญญาณพร้อมปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพราะอาจเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย จึงคงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทย ทั้งปี 2567 จะเติบโตได้ 2.2-2.7% สูงกว่าประมาณการเดิมที่ 0.8-1.5% แต่การเติบโตดังกล่าวยังกระจุกตัวอยู่เฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ได้เป็นการเติบโตในวงกว้าง

นายผยงกล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นถือเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจไทยเพิ่มเติม โดยคาดว่ามูลค่าความเสียหาย ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายนจะอยู่ที่ 6-8 พันล้านบาท หรือ 0.03-0.04% ของจีดีพี ซึ่งภาคเกษตรได้รับผลกระทบมากที่สุด ส่วนในระยะถัดไปต้องติดตามพายุที่อาจเข้ามาช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม ถือเป็นความเสี่ยงต่อสถานการณ์น้ำท่วมที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่มเติม โดย กกร.มีการเสนอแผนรับมือน้ำ เน้นการวางแผนระยะยาวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมซ้ำรอยเหมือนปี 2554 เป็นการพัฒนาแหล่งน้ำและเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการน้ำทั่วประเทศ เพื่อให้การบริหารน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากน้ำท่วม และเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บน้ำ รวมถึงรัฐบาลต้องมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในการฟื้นฟูธุรกิจ อาทิ มาตรการทางภาษี มาตรการบรรเทาต้นทุนการผลิต และมาตรการทางการเงิน

Advertisement

นายผยงกล่าวว่า ที่ประชุม กกร. มีความยินดีที่รัฐบาลสามารถจัดตั้งคณะรัฐมนตรีได้อย่างรวดเร็ว พร้อมเดินหน้าแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศได้ ซึ่งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้มีโอกาสเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว มีโรงงานปิดตัวเพิ่มขึ้นในช่วง 7 เดือนแรกกว่า 757 แห่ง มีหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง เศรษฐกิจนอกระบบมีขนาดใหญ่ ที่ประชุม กกร.จึงได้เร่งจัดทำสมุดปกขาว นำเสนอความคิดเห็นและข้อเสนอต่อรัฐบาลเพื่อพิจารณาเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในอีก 1 เดือนนี้

“เชื่อว่ารัฐบาลแม้มีหลายพรรค แต่มีความเป็นเอกภาพ โดยเอกชนมีมุมมองเชิงบวกกับขั้นตอนการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่รวดเร็วในขั้นแรก และการเปิดรับให้เอกชนเข้าพบปะหารือร่วมกัน ทำให้บรรยากาศมีความเชื่อมั่นมากขึ้น สะท้อนผ่านตลาดเงินตลาดทุนที่ดูดีออกมา โดยภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันต้องเร่งให้เกิดการส่งผ่านเม็ดเงินเข้าไปสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง จะเกิดความกระชุ่มกระชวยกลับไปที่ฐานราก สร้างบรรยากาศและอารมณ์ทางเศรษฐกิจที่ดีอย่างรวดเร็ว” นายผยงกล่าว

นายผยงกล่าวว่า กกร.สนับสนุนแนวทางการยกระดับมาตรการจัดการภัยทุจริตทางการเงินของภาคธนาคารที่ได้ยกระดับการจัดการบัญชีม้าให้เข้มข้นขึ้น โดยจัดกลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงเป็นบัญชีม้าดำ ม้าเทา และม้าน้ำตาล โดยมีการแชร์ข้อมูลระหว่างกันของภาคธนาคาร พร้อมเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และฐานข้อมูล Central Fraud Registry (CFR) เพื่อจัดการบัญชีม้าเดิมและป้องกันการเปิดบัญชีม้าใหม่ ซึ่งปลายทางมีการโยกย้ายไปยังสกุลเงินดิจิทัล หรือสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น เพราะกฎหมายอาจยังไม่ได้ครอบคลุมมากขนาดนั้น ต้องอาศัยการประเมินความไม่ปกติ ขันนอตทั้งระบบให้หนาแน่นมากขึ้น ในส่วนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะออกเกณฑ์ให้ธนาคารพาณิชย์รับผิดชอบ 100% ในเรื่องภัยไซเบอร์ที่เกี่ยวข้อง ต้องบอกว่าธนาคารมีหลักคิดคือ การให้บริการทางการเงินอย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งการยกระดับจะต้องให้ทั้งระบบไปด้วยกัน ไม่ใช่เลือกเฉพาะข้อต่อใดเท่านั้น เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกัน ไม่อย่างนั้นจะเป็นการเขย่งในเชิงโครงสร้าง เพราะระบบในปัจจุบันไม่สามารถแยกแยะความผิดปกติเพื่อป้องกันได้มากขนาดนั้น เนื่องจากมีภัยรูปแบบใหม่ออกมาทุกวัน และไม่ใช่เฉพาะคนไทย แต่มีอาชญากรข้ามชาติด้วย ต้องยกระดับทุกห่วงโซ่ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ด้านความเสี่ยงรัฐบาลอายุสั้นจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น มองว่าเสียงในสภาน่าจะเพียงพอแล้ว จึงต้องดูว่าใครจะมาเป็นหัวหน้าทีม ครม.เศรษฐกิจ ซึ่งมีความสำคัญมากที่สุด โดยเสนอให้รัฐบาลตั้งรองนายกรัฐมนตรี 1 คน ไว้เป็นหัวหน้าทีม ครม.เศรษฐกิจ เพราะจากการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาพบว่าได้ผล คือ ในช่วงโควิด รองนายกฯ ขณะนั้นได้นำหอการค้าไปพบกับรองนายกฯ จีน แม้ตอนนั้นยังไม่สามารถเดินทางไปได้ แต่เมื่อมีการพูดคุยกันระหว่างรองนายกฯ ก็ได้ผลทันทีใน 3 วัน ซึ่งจากนี้ประเทศไทยยังต้องมีการเจรจาในด้านเศรษฐกิจ อาทิ อียู โดยเศรษฐกิจถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ต้องมีรองนายกฯ ที่ชำนาญ ทำงานร่วมกับเอกชนอย่างใกล้ชิด กกร.มีความยินดีในการร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อทำงานร่วมกันอยู่แล้ว