ลงทุนไทยไปต่อ!!
กรอ.เปิดตัวเลขตั้งโรงงานปี’67 โตพรวด 44%
เศรษฐกิจไทยปี 2567 เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย
ภายใต้เป้าหมายการผลักดันผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ให้เติบโตให้ถึง 2.5%
จากปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว การขยายตัวในเกณฑ์ดีของการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ การเพิ่มขึ้นของแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ และการกลับมาขยายตัวอย่างช้าๆ ของการส่งออกสินค้าตามการฟื้นตัวของการค้าโลก
ขณะเดียวกันก็มีปัจจัยเสี่ยง หรือข้อจำกัดสำคัญ คือ 1.หนี้สิ้นครัวเรือนและภาคธุรกิจที่อยู่ในเกณฑ์สูง และมาตรฐานสินเชื่อที่มีความเข้มงวด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก
จีดีพี 2567 จะถึง 2.5% หรือไม่ ต้องติดการบริหารงานของรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นับจากนี้
อย่างไรก็ตาม เครื่องจักรสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างการลงทุนภาคอุตสาหกรรม พบว่ายังทำงานต่อเนื่อง ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
จุลพงษ์ ทวีศรี อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม ให้ข้อมูลว่า เศรษฐกิจอุตสาหกรรม ปี 2567 มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการค้าระหว่างประเทศของไทยกับคู่ค้าหลักมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัว ประเทศเศรษฐกิจหลักมีแนวโน้มชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและภาคบริการยังคงมีทิศทางขยายตัว ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง
โดยการตั้งโรงงานและการขยายโรงงาน 8 เดือนของปีนี้ (ระหว่างวันที่ 1 มกราคม-31 สิงหาคม 2567) มีการตั้งโรงงานและการขยายโรงงานรวม 1,743 โรงงาน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4% มีการจ้างงานรวม 72,733 อัตรา เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 22% และมีเงินลงทุนรวมกว่า 269,824 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่า 44%
อุตสาหกรรมที่มีการลงทุนตั้งและขยายโรงงานมากที่สุด 3 ลำดับแรก ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2567 คือ
1.อุตสาหกรรมผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ มีการตั้งโรงงานและการขยายโรงงานรวม 66 โรงงาน มีการจ้างงานรวม 7,004 อัตรา และมีเงินลงทุนรวมกว่า 35,596 ล้านบาท เป็นผลมาจากความต้องการใช้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ IoT
2.อุตสาหกรรมอาหาร มีการตั้งโรงงานและการขยายโรงงานรวม 179 โรงงาน มีการจ้างงานรวม 10,029 อัตรา และมีเงินลงทุนรวมกว่า 35,131 ล้านบาท เป็นผลมาจากความต้องการอาหารและอาหารพร้อมทานที่ขยายตัว ประกอบกับราคาส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานของไทยที่ยังคงสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ทำให้ประเทศคู่ค้าหันมานำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานจากไทยมากขึ้น
โดยได้รับแรงหนุนจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ทยอยฟื้นตัว และราคาที่จูงใจในสภาวะที่ค่าครองชีพยังคงสูงในประเทศคู่ค้า การขยายตัวของเมืองและช่องทางการจำหน่ายที่เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้นทั้งออนไลน์และออฟไลน์ และการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างของประชากรโดยขนาดของครอบครัวที่เล็กลงทำให้ปริมาณความต้องการอาหารที่เพียงพอต่อการบริโภคในแต่ละครั้งของครัวเรือนลดลงด้วย
3.เคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี มีการตั้งโรงงานและการขยายโรงงานรวม 54 โรงงาน มีการจ้างงานรวม 1,435 อัตรา และมีเงินลงทุนรวมกว่า 21,383 ล้านบาท เป็นผลมาจากความต้องการเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมีมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ขั้นพื้นฐาน เช่น เคมีภัณฑ์
รวมทั้งอุตสาหกรรมยาที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากกระแสการใส่ใจสุขภาพที่เพิ่มขึ้นหลังการระบาดรุนแรงของไวรัส COVID-19 และจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน ยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนไทย ทั้งนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างชาติ ช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-มิถุนายน 2567) มีแนวโน้มที่ดีและเติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 มีจำนวน 1,412 โครงการ เพิ่มขึ้น 64% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มูลค่าเงินลงทุนรวม 458,359 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% สะท้อนถึงศักยภาพและพื้นฐานที่ดีของประเทศไทย ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อนโยบายรัฐบาล รวมทั้งผลจากมาตรการส่งเสริมการลงทุนของ
บีโอไอและหน่วยงานภาครัฐ
กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า มูลค่า 139,725 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน มูลค่า 39,883 ล้านบาท เกษตรและแปรรูปอาหาร มูลค่า 33,121 ล้านบาท ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ มูลค่า 25,344 ล้านบาท และดิจิทัล มูลค่า 25,112 ล้านบาท ตามลำดับ
สำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 889 โครงการ เพิ่มขึ้น 83% เงินลงทุนรวม 325,736 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16%
โดยประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าขอรับการส่งเสริมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ 90,996 ล้านบาท จีน 72,873 ล้านบาท ฮ่องกง 39,553 ล้านบาท ญี่ปุ่น 29,987 ล้านบาท และไต้หวัน 29,453 ล้านบาท ตามลำดับ มูลค่าการลงทุนของสิงคโปร์ที่สูงขึ้น เกิดจากการลงทุนขนาดใหญ่ของบริษัทสิงคโปร์ที่มีบริษัทแม่เป็นสัญชาติจีนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
ในแง่พื้นที่
เงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก 211,569 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ ภาคกลาง 179,332 ล้านบาท ภาคเหนือ 32,972 ล้านบาท ภาคใต้ 15,694 ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 14,087 ล้านบาท และภาคตะวันตก 4,705 ล้านบาท
นอกจากนี้ ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ต่อสถานการณ์การผลิตของไทย พบสัญญาณดี เพราะเดือนกรกฎาคม 2567 สถานการณ์ภาคการผลิตของไทยกลับมาขยายตัวแล้ว หลังลดมาตลอดหลายเดือน
โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) กรกฎาคม 2567 อยู่ที่ระดับ 96.74 ขยายตัว 1.79% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 58.84%
สาเหตุหลักมาจากภาคการส่งออกเดือนกรกฎาคม ที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดในรอบ 28 เดือน ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 ซึ่งการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (ไม่รวมทองคำ อาวุธ รถถัง และอากาศยานรบ) ขยายตัว 10.70% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบกับการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐกลับมาสู่ภาวะปกติ รวมถึงเทศกาลการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวอย่างมาก
ทำให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องขยายตัว เช่น อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมการกลั่นปิโตรเลียม เป็นต้น
นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนกรกฎาคม 2567 ส่งผลให้ภาพรวม 7 เดือนแรกปี 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 97.69 หดตัวเฉลี่ย 1.48% และอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 59.05%
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยที่ส่งผลลบต่อภาคการผลิต ได้แก่ ปัญหาขาดกำลังซื้อภายในประเทศ หนี้ครัวเรือน และอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต รวมถึงสินค้านำเข้าจากต่างประเทศทะลักเข้าไทย ผู้บริโภคมีแนวโน้มเลือกซื้อสินค้านำเข้ามากขึ้น เนื่องจากราคาถูกกว่า
เป็นโจทย์ที่รัฐบาลอิ๊งค์ต้องรับมือ และขับเคลื่อนให้การลงทุนไทยเติบโตยั่งยืน
จากปัจจุบันสัญญาณมาดีแล้ว สะท้อนจากตัวเลขต่างๆ ที่เติบโต!!

