หน้าแรก เศรษฐกิจ ส่งออกอัญมณี-...

ส่งออกอัญมณี-เครื่องประดับ ไทยเริ่มแผ่ว เจอปัจจัยรุมเร้าอื้อ ความเชื่อมั่นบริโภคต่ำ

8.09.24 | 14:33 น.

ส่งออกอัญมณี-เครื่องประดับ ไทยเริ่มแผ่ว เจอปัจจัยรุมเร้าอื้อ ความเชื่อมั่นในการบริโภคต่ำ ลุ้นผล G7 ห้ามนำเข้าเพชรจากรัสเซีย


เมื่อวันที่ 8 กันยายน นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน ก.ค.2567 มีมูลค่า 547.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 6.47% ลดลงติดต่อกัน 2 เดือน เนื่องจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ยื้ดเยื้อ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการบริโภค ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจการค้าในหลายประเทศหลังการเลือกตั้ง และเงินบาทแข็งค่าส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน และหากรวมทองคำ มีมูลค่า 1,728.80 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 114.28% ส่วนยอดรวม 7 เดือนแรกปี 2567 การส่งออกไม่รวมทองคำ มีมูลค่า 5,103.78 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.65% หากรวมทองคำ มูลค่า 9,301.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 13.86%

สำหรับการส่งออกทองคำเดือน ก.ค.2567 มีมูลค่า 1,180.99 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 434.13% เนื่องจากราคาทองคำในเดือน ก.ค. ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 2,480.3 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ โดยได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลดอลลาร์ การปรับลดของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ธนาคารกลางสหรัฐจะปรับลดดอกเบี้ย และกองทุนทองคำ SPDR มีการซื้อทองคำเพิ่ม ทำให้มีการส่งออกไปเก็งกำไรเพิ่มขึ้น ส่วนยอดรวม 7 เดือน ส่งออกทองคำมีมูลค่า 4,198.15 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 24.06% หากแยกการส่งออกทองคำเป็นรายเดือน ม.ค. มูลค่า 469.12 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 194.17% ก.พ. มูลค่า 740.46 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 309.51% มี.ค. มูลค่า 391.82 ล้านเหรียญสหรัฐ ลด 75.02% เม.ย. มูลค่า 288.64 ล้านเหรียญสหรัฐ ลด 64.57% พ.ค. มูลค่า 582.33 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 135.39% มิ.ย. 544.79 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 184.12% ส่วนตลาดส่งออกสำคัญ ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น หลักๆ คือ ฮ่องกง เพิ่ม 12.56% สหรัฐเพิ่ม 9.13% อินเดีย เพิ่ม 60.08% เยอรมนี เพิ่ม 9.45% สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 11.87% เบลเยียม เพิ่ม 43.20% ญี่ปุ่น เพิ่ม 1.67% ขณะที่สหราชอาณาจักร ลด 5.30% อิตาลี ลด 0.33% และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลด 15.07%

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย

ทางด้านการส่งออกสินค้า ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น โดยเครื่องประดับทอง เพิ่ม 5.92% เครื่องประดับเงิน เพิ่ม 20.66% พลอยก้อน เพิ่ม 65.16 % พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เพิ่ม 5.31% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน เพิ่ม 2.92% ซึ่งในกลุ่มพลอย เป็นสินค้าที่ขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง เพราะมีการซื้อไปลงทุน เพชรก้อน เพิ่ม 0.06% เพชรเจียระไน เพิ่ม 0.29% เครื่องประดับเทียม เพิ่ม 8.94% ของทำด้วยไข่มุกและรัตนชาติ เพิ่ม 38.36% ส่วนเครื่องประดับแพลทินัม ลด 26.12%

Advertisement

นายสุเมธกล่าวว่า แนวโน้มการส่งออก คาดว่าเริ่มปรับตัวดีขึ้น มีปัจจัยสนับสนุนจากภาพรวมเศรษฐกิจโลกดีขึ้น อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกชะลอตัวลงต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มอำนาจซื้อให้กับผู้บริโภค โดยตลาดหลักทั้งยุโรป และจีน เริ่มฟื้นตัวและมีการบริโภคเพิ่มขึ้น โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศยังคงอัตราการเติบโตเศรษฐกิจโลกปี 2567 ที่ 3.2% เช่นเดิม เนื่องจากสหรัฐเติบโตแผ่วจากปัจจัยกดดันทางการเงินที่ตึงตัว ขณะที่ประเทศในยูโรโซนฟื้นตัวผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แต่แนวโน้มการเติบโตช่วงครึ่งปีหลัง ยังอยู่ในระดับต่ำ และยังมีความไม่แน่นอน ทำให้ต้องพึ่งพาระบบเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย เป็นแรงขับเคลื่อนหลักสำหรับเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะการเติบโตในอินเดียและจีนถูกปรับเพิ่มขึ้นและคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลก ขณะที่ความตึงเครียดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการกีดกันทางการค้า ยังเป็นประเด็นที่อาจกดดันต้นทุนสินค้าในห่วงโซ่อุปทานต่อไป

นายสุเมธกล่าวว่า การขยายมาตรการของประเทศกลุ่ม G7 ในการห้ามนำเข้าเพชรที่มีแหล่งกำเนิดจากรัสเซียตั้งแต่ขนาด 0.5 กะรัตขึ้นไป ในวันที่ 1 ก.ย.2567 ยิ่งสร้างความกดดันต่อผู้ส่งออกเพชรมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม GIT มีข้อเสนอแนะว่า ผู้ประกอบการควรจะนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาช่วย เพราะไม่เพียงช่วยยกระดับการผลิต แต่ยังเพิ่มขีดความสามารถบุคลากร และพัฒนาสินค้ารูปแบบใหม่ โดยการดำเนินการตามแนวทางเหล่านี้ จะช่วยให้ผู้ส่งออกไทยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ และขยายตลาดในต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น