เอกชนฝากการบ้านรัฐบาลอุ๊งอิ๊ง เร่งเพิ่มกำลังซื้อป้องกันผลกระทบธุรกิจ
นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภานายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) เปิดเผยว่า รัฐบาลอุ๊งอิ๊งและคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะชอบหรือไม่ชอบก็ว่าไม่ได้ เพราะถูกจัดมาแบบนี้ เราเลือกไม่ได้ โดยการเข้ามาของรัฐบาลใหม่ท่ามกลางปัญหามากมาย ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงหนักลงกว่าเดิม เศรษฐกิจจีนทรุดตัวลง มาพร้อมสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทย ทำให้กำลังซื้อของประชาชนที่อ่อนแออยู่แล้ว ซ้ำเติมให้ยิ่งทรุดตัวมากกว่าเดิม โจทย์หลักที่ต้องแก้ไขคือ ต้องไม่ปล่อยให้กำลังซื้ออ่อนตัวลงมากกว่านี้ เพราะจะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและภาคบริการที่อุ้มคนไว้จำนวนมาก ทำให้ไม่เกิดการจ้างงาน หรือลดชั่วโมงการทำงานลง รวมถึงการปิดโรงงานมากขึ้น จากที่มองว่าอย่างน้อยต้องมีการปิดตัว 1,300 แห่ง ปิดตัวลงภายในปี 2567 นี้
นายธนิต กล่าวว่า รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการควิกวินในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เหมือนการแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท ที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบมาจากเงินดิจิทัล ซึ่งต้องออกมารวดที่สุด เพราะปลดล็อกในการให้ใช้เป็นเงินสดแล้ว ซึ่งจะช่วยให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย แต่อาจไม่ได้มากนัก เพราะเป็นช่วงปลายปี คาดว่าจะส่งผลบวกต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ประมาณ 0.7% แม้ไม่เห็นผลในปีนี้ ส่วนหนึ่งจะเป็นแรงส่งในช่วงต้นปี 2568 มากกว่า ความกังวลอยู่ที่การประกาศของรัฐบาลว่า จะมีแจกเงินหมื่นเฟส 2 ออกมา กลัวว่าประชาชนจะเสพติดการถูกช่วยเหลือในรูปแบบการแจกเงินนี้ ทุกปีจะต้องนำงบประมาณมาช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะผู้สูงวัย ที่มีเพิ่มขึ้นประมาณ 2-3 แสนคนต่อปี และประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยมากขึ้นแล้ว จึงอยากถึงรัฐบาลอุ๊งอิ๊ง หากจะใช้ก็ใช้เพียงครั้งนี้เท่านั้น ไม่ควรใช้อีก เพราะจะกลายเป็นภาระด้านงบประมาณของประเทศไทย รวมถึงทำให้ประชาชนเสพติด และไม่มีวินัยทางการเงิน
นายธนิต กล่าวว่า ภาวะกำลังซื้อที่อ่อนแอลง ส่วนหนึ่งมาจากภาวะการเป็นหนี้ โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่ปรับสูงขึ้น ต่อเนื่องจากช่วงเกิดโควิด ที่ผ่านมารัฐบาลลุงตู่มีการปรับโครงสร้างหนี้ และรัฐบาลเศรษฐาทำด้วยเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีหนี้เสียอยู่ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท มีหนี้ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ หรือมีความเสี่ยงเป็นหนี้เสียอีกประมาณ 5 แสนล้านบาท รวมเป็นก้อนหนี้กว่า 1.7 ล้านบาท สาเหตุเพราะลูกหนี้มีความสามารถชำระได้เพียงดอกเบี้ยเท่านั้น แต่เงินต้นไม่ถูกตัดออก การใช้จ่ายส่วนอื่นน้อยลง เพราะต้องนำเงินไปจ่ายหนี้ ส่งผลต่อธุรกิจที่มียอดขายลดลง สวนทางกับรายจ่ายที่เท่าเดิม เป็นปัญหาสภาพคล่อง หากกินเวลานานก็เป็นภาระหนี้อีก โดยรัฐบาลต้องหาวิธีการแก้หนี้ ที่ไม่สามารถใช้วิธีเดิมได้ ต้องมียาแรงกว่าเดิม
“รูปแบบที่เสนอเหมือนที่รัฐบาลเศรษฐาจะดำเนินการคือ การจัดตั้งสถาบันสินเชื่อแห่งชาติ ช่วยเหลือเพิ่มเติมจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในการเร่งปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจที่ยังพอไปได้ และประชาชนที่มีหนี้บ้าน บัตรเครดิต ถูกปล่อยคาราคาซังไว้ ในรูปแบบพักต้นพักดอก เพื่อเริ่มต้นใหม่ให้ได้ ไม่ใช่เพียงนำธนาคารมาคุยกับลูกหนี้เท่านั้น เพราะเราทำแบบนี้มา 5 ปีแล้ว ซึ่งผลสำเร็จไม่ได้มากนัก รวมถึงกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน FIDF ที่เคยถูกใช้ในปี 2540 ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่น่าจะนำมาใช้ในยุคนี้ เพราะรัฐบาลคงไม่สามารถแก้ไขได้ หากคนใกล้จะตายแล้ว ต้องอัดยาแรง หรือเพิ่มออกซิเจนเข้าไป เพื่อให้ลูกหนี้สามารถหายใจได้ ไม่ล้มหายตายจากไปก่อน” นายธนิต กล่าว
นายธนิต กล่าว เรื่องการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 400 บาท เดือนตุลาคมนี้ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะทำการปรับขึ้นค่าจ้าง ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ลูกค้าส่งออกหลักอย่างจีนกำลังแย่ ยอดส่งออกของจีนโตเพียง 0.3% เท่านั้น จากที่เคยโตกว่า 20% ทำให้ต้องพิจารณาความเหมาะสมในการปรับขึ้นค่าแรงกับช่วงเวลาอีกครั้ง โดยมองว่าเรื่องนี้ให้คณะกรรมการไตรภาคีแรงงานจัดการประเมินเองดีกว่า รัฐบาลอย่าลงไปเล่นด้วยเลย ส่วนเรื่องสินค้า ต้องบอกว่าจีนไม่ได้ส่งออกแค่สินค้าแล้ว แต่ส่งคนออกมาด้วย ผ่านการเข้ามาทำธุรกิจในไทย อาทิ ร้านอาหาร ร้านทำผม คำถามคือปล่อยให้เข้ามาแบบนี้ได้อย่างไร เพราะเป็นการแย่งอาชีพคนไทย และทำลายเศรษฐกิจไทย สุดท้ายไม่ว่านโยบายอะไรก็ทำออกมา เพียงแต่อย่าเล่นการเมืองกันเยอะนัก วิสัยทัศน์ระยะยาวถือว่า แต่ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าระยะสั้นด้วย

