หน้าแรก เศรษฐกิจ ครัวเรือนไทยอ...

ครัวเรือนไทยอ่วม แบกหนี้ทะลุ 6 แสนบาท สูงสุดรอบ 16 ปี แนะครม.อิ๊งค์ ยกเป็นวาระแห่งชาติ

10.09.24 | 14:28 น.

ครัวเรือนไทยแบกหนี้อ่วมทะลุ 6 แสนบาท สูงสุดในรอบ 16 ปี นักวิชาการแนะครม.อิ๊งค์ ยกเป็นนโยบายวาระแห่งชาติ เชียร์แจกเงินหมื่นดันจีดีพีถึง 2.8% ต่อเนื่องปีหน้าโตถึง 4%

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทย จากประชาชน 1,300 ตัวอย่าง ระหว่าง 1-7 กันยายน 2567 พบว่า 99.7% ของกลุ่มสำรวจระบุครัวเรือนมีหนี้สิน ซึ่งใกล้เคียงจากปี 2566 โดยหนี้อันดับแรก 60% ระบุเป็นหนี้จากบัตรเครดิต ตามด้วยใช้จ่ายเพื่อยานพาหนะ/เดินทาง และหนี้ส่วนบุคคลเพื่อการอุปโภคบริโภคประจำวัน ซึ่งภาพรวมหนี้สินต่อครัวเรือนประมาณ 606,378 บาท ส่วนใหญ่ 69.9% เป็นหนี้ในระบบ และมีภาระผ่อนชำระต่อเดือน 18,787 บาท อีก 30.1% เป็นมีหนี้นอกระบบ และผ่อนชำระต่อเดือน 6,518 บาท

ภาระหนี้จะเพิ่มขึ้นทุกปีทั้งหนี้ในระบบและหนี้นอกระบบ และมองว่ายังต้องแบกภาระเป็นหนี้ในปัจจุบันไปอีก 1 ปี สาเหตุที่การเป็นหนี้เพิ่มขึ้น คือ รายได้ไม่เพียงพอรายจ่าย มีเหตุฉุกเฉินต้องใช้เงิน ค่าครองชีพสูง และภาระทางการเงินในครอบครัวสูงขึ้น ส่งผลให้ 71.6% ประสบปัญหาขาดการผ่อนชำระหนี้หรือผิดนัด และมองว่าในระยะ 6-12 เดือนจากนี้ ส่วนใหญ่ 34.2% มองว่ายังมีโอกาสประสบปัญหาผ่อนมาก ผลกระทบจากเศรษฐกิจไม่ดี รายได้ไม่สอดคล้องรายจ่าย ดอกเบี้ยสูง ภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือนมาก รายได้ลดลง และหางานทำไม่ได้

“การสำรวจพบว่าปี 2567 คนไทยมีภาระหนี้ครัวเรือนสูงสุดในรอบ 16 ปีนับจากที่ได้ทำสำรวจปี 2552 ที่เฉลี่ยกว่า 6.06 แสนบาท และเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 8.4% ยังสูงสุดติดอันดับ 7 ของโลก หรือคิดเป็น 90.4-90.8% ของจีดีพีประเทศ ดูจากสาเหตุเป็นหนี้ยังไม่ถือว่าบันทอนภาพรวมเศรษฐกิจ เพราะเป็นหนี้ที่เกิดจากความจำเป็นใช้ในชีวิตประจำวัน และเจอปัญหาสะสมตั้งแต่เกิดโควิดระบาด สงครามการค้าสหรัฐกับจีน (เทรดวอร์) สงครามภูมิรัฐศาสตร์ ดอกเบี้ยงสูง เศรษฐกิจโลกถดถอย ภัยแล้ง และความล่าช้าของงบประมาณ ดังนั้น การที่นโยบายรัฐบาลให้ความสำคัญต่อการลดภาระหนี้ครัวเรือนถือเป็นเรื่องที่ดี โดยควรมีชำแหละว่าคนไทยเป็นหนี้จากอะไร และสิ่งที่รัฐใช้นโยบายช่วยเหลือนั้น มีผลต่อการโยกหนี้นอกระบบเข้าระบบ และการปรับโครงการหนี้มีประสิทธิภาพอย่างไร อยากให้รัฐบาลกระตุ้นคลีนิกแก้หนี้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้รู้ว่าหนี้ประชาชนเกิดจากส่วนใหญ่ และมาตรการที่จะเข้าไปช่วยเหลือนั้นตรงจุดแท้จริง เช่น การพักหนี้ ลดดอกเบี้ย ตรงจุดจริง หรือ มีอะไรที่ปรับปรุง” นายธนวรรธน์ กล่าว

นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น การที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) 17 กันยายนนี้ จะพิจารณาเห็นชอบการแจกเงิน 10,000 บาทให้กับกลุ่มเปราะบาง 14-15 ล้านคน คิดเป็นวงเงิน 1.4-1.5 แสนล้านบาท โดยไม่มีจำกัดเรื่องร้านค้า และชนิดสินค้า ซึ่งประชาชนที่ไม่มีเงินหรือเงินน้อยจะเร่งใช้จ่ายทันที และตามหลักวิชาการเงินใช้จ่ายจะหมุนเวียนอย่างน้อย 2 รอบ วงเงินนี้เพิ่มจีดีพีได้ 0.2-0.3% ทำให้จีดีพีไตรมาส4/2567 ขยายตัวได้ 3.5-4.0% หากแจกรอบสองในกลุ่มที่เหลืออีก 5,000 บาท ก่อนปลายปีนี้ ก็จะมีเงินเข้าระบบเศรษฐกิจอีก 1.5 แสนล้านบาท บวกกับเร่งรัดใช้งบประมาณ การส่งออกและท่องเที่ยวยังไปได้ จะมีผลต่อจีดีพีทั้งปี 2567 คาดไว้ขยายตัว 2.5% เพิ่มเป็นขยายตัว 2.8% และรอบที่เหลือแจกเงินอีก 5,000 บาทหรือใช้ดิจิทัลวอลเลต ในช่วงปีใหม่ รวมกับของขวัญปีใหม่กระตุ้นใช้จ่ายประชาชน เงินจัดกิจกรรมปีใหม่ ตรุษจีน เร่งรัดงบปี 2568 เกิดการลงทุนโครงการใหญ่ การบริโภคฟื้นตัว การลงทุนภาคเอกชนจะเพิ่มขึ้น การค้าการส่งออกไม่เจอปัญหาเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงขึ้นไปอีก มีโอกาสที่ปี 2568 จีดีพีไทยขยายตัว 3.5-4.0% หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีจะลดลงเหลือ 89.4-89.5%

Advertisement

“เศรษฐกิจจากนี้ไม่น่ากังวลเท่าภาคสังคม น่าห่วงมากกว่า เพราะไทยกำลังเผชิญเรื่องปัญหายาเสพติด การเคลื่อนย้ายทุนต่างชาติ แรงงานไทยจะลดลงอัตราคนเสียชีวิตสูงคนเกิดใหม่ ต้องมีการพัฒนาทักษะแรงงานป้อนอุตสาหกรรมยุคใหม่ และแรงงานไทยอาจขาดแคลนในอนาคต จะเป็นจุดเสียเปรียบต่อการเข้ามาลงทุนของต่างประเทศ เรื่องนี้ เชื่อว่ารัฐบาลจะมีการออกนโยบายเพื่อรับปัญหาที่จะเกิดขึ้น” นายธนวรรธน์ กล่าว