หน้าแรก เศรษฐกิจ ตลท. ชี้ปัจจั...

ตลท. ชี้ปัจจัยบวกใน-นอกประเทศ เอื้อหุ้นไทยวิ่งขึ้น ดึงเม็ดเงินต่างชาติไหลกลับ

10.09.24 | 15:59 น.

ตลท. ชี้ปัจจัยบวกใน-นอกประเทศ เอื้อหุ้นไทยวิ่งขึ้น ดึงเม็ดเงินต่างชาติไหลกลับ

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภาพตลาดหุ้นไทยในขณะนี้ ความคาดหวังที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ถือว่าเกิดขึ้นได้หมดแล้ว เห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย รวมถึงดัชนีหุ้นไทย แต่การฟื้นตัวของเราช้ากว่าคนอื่น จึงเห็นการปรับตัวขึ้นที่คงที่มาก เทียบกับตลาดหุ้นอื่นที่เคลื่อนไหวขึ้นๆ ลง โดยคาดทิศทางเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ช่วงที่เหลือของปี 2567 นี้ จะไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนทั้งการปรับขึ้นของตลาดหุ้นไทย กำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย ที่มาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย รวมถึงปัญหาความไม่แน่นอนการเมืองในช่วงที่ผ่านมามีความชัดเจนมากขึ้นและเริ่มอยู่ในทิศทางที่ดี แต่ความไม่แน่นอนในอนาคตก็ยังพอมีอยู่ จึงต้องติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิดต่อไป

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลท. เปิดเผยว่า ขณะนี้มีปัจจัยต่างประเทศที่เอื้อต่อการเติบโตของดัชนีหุ้นไทย รวมถึงปัจจัยภายในประเทศ ที่เป็นแรงบวกส่งเสริมความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน อาทิ การเมืองไทยที่มีความชัดเจนมากขึ้นหลังมีการเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่ ตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่รายงานออกมาเข้มแข็งกว่าที่นักวิเคราะห์คาด รวมถึงผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย ในไตรมาส 2/2567 ที่แข็งแกร่ง โดยในช่วง 10 วันแรกของเดือนกันยายน พบว่านักลงทุนต่างชาติไหลเข้ามาในตลาดหุ้นแล้วกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนได้ถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่กลับมามากขึ้น ส่วนในช่วง 4 เดือนที่เหลือของปีนี้ คาดว่ามีโอกาสที่เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) จะไหลเข้าตลาดหุ้นไทยเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง เพราะมีปัจจัยหนุนจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง กำไร บจ.ที่มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น รวมถึงทิศทางค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ

นายศรพลกล่าวว่า บจ.ไทยหันมาใช้การซื้อหุ้นคืนเป็นเครื่องมือในการบริหารสภาพคล่องของบริษัทอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการซื้อหุ้นคืนยังช่วยส่งสัญญาณให้ผู้ลงทุนทราบว่าผู้บริหารมีความมั่นใจว่า ราคาหุ้นในปัจจุบันถูกประเมินต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานที่แท้จริงของบริษัทและกระตุ้นความต้องการซื้อหุ้นในตลาด อีกทั้งนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะมีสภาพคล่องไหลเข้าตลาดหุ้นไทยเพิ่มในช่วงที่เหลือของปี หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการปรับปรุงมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนเพื่อความยั่งยืนของประเทศไทยในกองทุนไทยอีเอสจี และความชัดเจนในการออกขายกองทุนวายุภักษ์ 1 ที่มีการรับประกันผลตอบแทนขั้นต่ำ ซึ่งจะดึงดูดความสนใจผู้ลงทุนและสามารถช่วยส่งเสริมความเชื่อมั่นโดยรวมในตลาดทุน จึงเห็นมูลค่าการซื้อขายในวันประกาศรายละเอียดกองทุน กว่า 1 แสนล้านบาท และวันถัดมาก็ยังอยู่ที่ระดับ 8 หมื่นล้านบาท

นายศรพลกล่าวว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ทยอยไต่ระดับอย่างต่อเนื่อง ไตรมาส 1/2567 ขยายตัว 1.6% ไตรมาส 2/2567 ขยายตัว 2.3% ทั้งปี 2567 คาดว่าน่าจะอยู่ใกล้ 2.7% ได้ หรืออาจสูงกว่านั้น ขึ้นอยู่กับมาตรการที่จะดำเนินการเพิ่มเติมของรัฐบาล โดยจีดีพีที่เพิ่มขึ้นยืนยันจุดแข็งของประเทศไทย ในภาคการท่องเที่ยว ที่คาดว่าทั้งปี 2567 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาได้ที่ 36 ล้านคน แต่จะมากกว่าได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับมาตรการส่งเสริมที่จะทำต่อเนื่อง รวมถึงเศรษฐกิจในประเทศต้นทางด้วย อาทิ จีน ที่เศรษฐกิจชะลอตัวของจีนจะกระทบการส่งออกนักท่องเที่ยวหรือไม่ การส่งออกของไทยที่แม้มองว่าไม่ได้เป็นพระเอก แต่เห็นตัวเลขส่งออกเป็นบวกหลายเดือนได้ต่อกัน ซึ่งต้องจับตามองค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกหรือไม่ การบริโภคภายในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น และตัวสำคัญคือ การลงทุนภาครัฐ ซึ่งไตรมาสที่ผ่านมาถือว่ามีความเข้มแข็ง ส่งผลให้การเติบโตของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2 ปรับตัวดีขึ้น

นายศรพลกล่าวว่า ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2567 ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 1,359.07 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 2.9% จากเดือนกรกฎาคม สอดคล้องกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ในภูมิภาค ทำให้เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2566 หุ้นไทยปรับลดลงเหลือเพียง 4% กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2566 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ mai ปรับมาอยู่ที่ 46,028 ล้านบาท ลดลง 21.4% จากช่วงเดียวกันปี 2566 แต่ปรับเพิ่มขึ้น 21.1% จากเดือนที่แล้ว ทำให้ 8 เดือนแรกของปี 2567 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน อยู่ที่ 44,404 ล้านบาท ลดลง 22.2% อัตราเงินปันผลตอบแทน อยู่ที่ระดับ 3.50% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชีย ที่อยู่ประมาณ 3.16%

Advertisement