ออริจิ้น ผุดแคมเปญ ’ที่ดินแลกคอนโดหรู’ 5 ทำเลกลางกรุง ดึงแลนด์ลอร์ดสร้างรายได้
เมื่อวันที่ 10 กันยายน นายกฤษณ์ เตชะสัมมา ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาด บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในเครือบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาเครือออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ได้เปิดโอกาสการสร้างความร่วมมือกับเจ้าของที่ดินหรือแลนด์ลอร์ดทั่วประเทศ ในการเข้ามาร่วมทุนกับบริษัท เพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยและแบ่งปันผลตอบแทนร่วมกัน
ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวโมเดลใหม่ในการสร้างความร่วมมือกับแลนด์ลอร์ดภายใต้แคมเปญ “ที่ดินแลกคอนโดใจกลาง CBD” เปิดทางเจ้าของที่ดินทำเลศักยภาพทั่วประเทศ นำที่ดินมาแลกเป็นคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ นำร่องแบรนด์พาร์ค ออริจิ้น โครงการระดับลักชัวรี ในทำเลย่านศูนย์กลางธุรกิจ 5 ทำเล ได้แก่ พร้อมพงษ์ ทองหล่อ พญาไท ราชเทวี และจุฬา-สามย่าน
“ปัญหาใหญ่ของแลนด์ลอรด์หลายรายมีที่ดินแต่ยังไม่สามารถทำให้เกิดรายได้ แถมยังก่อให้เกิดรายจ่ายจากภาษีที่ดินอย่างต่อเนื่อง เพราะหากแลนด์ลอร์ดจะลงทุนในการพัฒนาอสังหาฯอาจต้องเจอความเสี่ยง ใช้เงินลงทุนสูง การร่วมทุนจึงเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับแลนด์ลอร์ดที่ยังคงต้องการเป็นเจ้าของที่ดินและเจ้าของธุรกิจ ซึ่งเรามีข้อเสนอที่เป็นทางเลือกใหม่ให้กับคนที่ต้องการเปลี่ยนที่ดินเป็นสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ทันที โดยไม่ต้องรอการพัฒนา” นายกฤษณ์กล่าว
นายกฤษณ์ กล่าวว่า แคมเปญนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์กับแลนด์ลอร์ด 3 ข้อ ได้แก่ 1.ลดการเสียโอกาสจากการปล่อยที่ดินทิ้งร้าง 2.ลดภาระทางภาษี เนื่องจากภาษีสิ่งปลูกสร้างสำหรับที่อยู่อาศัย รวมถึงคอนโดมิเนียมในปัจจุบัน มีอัตราการจัดเก็บอยู่ที่ 0.02-0.10% ต่อปี ขึ้นกับมูลค่าของที่อยู่อาศัยนั้นๆ ขณะที่ภาษีที่ดินรกร้าง ที่ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์มีอัตราภาษีถึง 0.3-0.7% ต่อปี และเพิ่มอีก 0.3% ทุก 3 ปี 3.เพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากการปล่อยเช่าคอนโดมิเนียมได้ เนื่องจากโครงการคอนโดมิเนียมในย่าน CBD ยังคงได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้เช่าอย่างมาก โดยมีอัตราผลตอบแทนการปล่อยเช่าที่คุ้มค่า อย่างเช่น พาร์ค ออริจิ้น ทองหล่อ มีอัตราผลตอบแทนการปล่อยเช่า สูงถึง 5-7% ปัจจุบันมีอัตราการเข้าพักในห้องพักเฉลี่ยอยู่ที่ 85%
นายกฤษณ์ กล่าวอีกว่า เนื่องจากบริษัทดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร จึงมีความสนใจที่ดินที่สามารถพัฒนาได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มที่อยู่อาศัย อย่างคอนโดมิเนียมและบ้าน หรือโครงการที่สร้างรายได้ประจำ อย่าง โรงแรม และคลังสินค้า ขึ้นอยู่กับทำเล ขนาดของที่ดิน และความเหมาะสมอื่นๆ ทั้งนี้หากเป็นที่ดินที่อยู่ใจกลางเมือง ย่านธุรกิจ ใกล้รถไฟฟ้า เดินทางสะดวก บริษัทจะรับพิจารณาเป็นพิเศษ ขณะที่เจ้าของที่ดิน จะได้รับจำนวนห้องพักคอนโดมิเนียมที่มีมูลค่าเทียบเท่ากับราคาที่ดินที่ตกลงกัน โดยสามารถเลือกห้องพักจากโครงการเดียวกัน หรือเลือกโครงการต่างทำเลกันได้
“สำหรับคอนโดที่นำมาทำแคมเปญตอนนี้ราคาอยู่ที่ประมาณ 7 กว่าล้านบาท ไปถึง 50-70 ล้านบาท ซึ่งการทำโมเดลนี้ออกมา ไม่ใช่เพราะสต๊อกเหลือเยอะ แต่เป็นเพราะได้คุยกับแลนด์ลอร์ดหลายราย พบว่าหลายรายไม่ได้อยากร่วมทุนแบบที่ออริจิ้นมีโมเดลมาก่อนหน้านี้ แต่อยากขายขาดไปเลย เพราะภาษีที่ดินฯเริ่มบังคับใช้จริงจังมากขึ้น ที่ดินรกร้างกลายเป็นภาระมากกว่าทรัพย์สิน จึงออกโมเดลนี้มา เพื่อเป็นการสร้างโอกาสได้ที่ดินแปลงใหม่ๆ“ นายกฤษณ์กล่าว




