ITD เปิดผลวิจัยอุตฯยานยนต์-แฟชั่นไทย กำลังถูกดิจิทัลต้อนเข้ามุม ชี้3-5ปีเอสเอ็มอีปรับไม่ทันเสี่ยงเจ๊ง
นายวิมล ปั้นคง รองผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD เปิดเผยถึงผลงานวิจัย การประเมินศักยภาพและส่งเสริมการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศของวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) สำหรับ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน และ อุตสาหกรรมแฟชั่น ที่โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ เมื่อวันที่ 11 กันยายน ว่า การทำวิจัยครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเสนอแนวทางการปรับตัว ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อช่วย MSMEs ในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน และอุตสาหกรรมแฟชั่น ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น มีโอกาสเติบโตในอนาคต โดยเฉพาะเป้าหมายทำงานวิจัย ITD มองว่า MSMEs มีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจของไทย มีจำนวนธุรกิจมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ มีส่วนสำคัญสร้างงานในประเทศ แต่ MSMEs คงเผชิญกับอุปสรรคหลายประการในการแข่งขันและการขยายธุรกิจ โดยเฉพาะการค้าระหว่างประเทศ ส่วนใหญ่ดำเนินการโดยธุรกิจขนาดใหญ่ เนื่องจาก MSMEs ยังมีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต ทำให้เกิดความท้าทายในการดำเนินธุรกิจ การประเมินศักยภาพในการส่งออกและการมีส่วนร่วมของ MSMEs ในตลาดต่างประเทศ จึงมีความสำคัญ ITD จึงได้ทำการศึกษาวิจัย เพื่อหาแนวทางในการขับเคลื่อนและสร้างการเติบโตให้กับ MSMEs เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างเสรีและเป็นธรรม
นายวิมล กล่าวว่า สำหรับผลการวิจัยอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งประเทศไทยยังคงเป็นผู้นำการผลิตยานยนต์ใหญ่สุดในอาเซียนและอันดับ 10 ของโลก ในปี 2565 ประเทศไทยผลิตรถยนต์ 1.9 ล้านคัน มีผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทานกว่า 2,500 ราย รวมถึงผู้ประกอบการ MSMEs ที่การเติบโตกำลังลดลงต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ในปี 2566 ส่งออกสูงถึง 41,116 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะเดียวกัน MSMEs ในอุตฯฯยานยนต์และชิ้นส่วน ต้องเผชิญกับความท้าทายจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เปลี่ยนไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า การกีดกันทางการค้าจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งผู้ผลิตในอุตฯยานยนต์และชิ้นส่วน กว่า 30% ระบุไม่สามารถปรับตัว เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงได้ เสียเปรียบในการแข่งขันด้านต้นทุน การเผชิญมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี เป็นต้น
การศึกษาครั้งนี้ได้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน เช่น ส่งเสริมการเข้าสู่ตลาด ภาครัฐควรร่วมมือกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาในการจัดทำฐานข้อมูลด้านการตลาด จัดแสดงสินค้าในและต่างประเทศ และตั้งศูนย์แสดงสินค้าในต่างประเทศ มุ่งเน้นตลาดรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปในประเทศกำลังพัฒนา เช่น แอฟริกาและอินเดีย การเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต เสริมสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมยานยนต์ พัฒนามาตรฐานคุณภาพของ MSMEs และสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการผลิตและปรับตัวสู่ยานยนต์ไฟฟ้า การเสริมสร้างความสามารถทางเทคโนโลยี สนับสนุนการลงทุนในนวัตกรรมและพัฒนาบุคลากรเพื่อตอบสนองต่อเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต เช่น แบตเตอรี่ ระบบ ADAS และสนับสนุนนโยบายสิทธิประโยชน์ ปรับเปลี่ยนนโยบายการสนับสนุนทางการเงิน เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การค้ำประกันสินเชื่อ และสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อให้ MSMEs เข้าถึงได้ง่ายขึ้นและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ กลุ่มซัพพลายเชนก็สามารถปรับไปผลิตชิ้นส่วนป้อนทางการแพทย์ หรือ ธุรกิจการบิน เป็นต้น
นายวิมล กล่าวว่า ส่วนอุตสาหกรรมแฟชั่น แยกเป็นเสื้อผ้า เครื่องหนัง และเครื่องประดับ เป็นอีกอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่สำคัญของไทย ซึ่งวิสาหกิจส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม MSMEs เติบโตต่อเนื่องหลายปีที่ผ่านมา แต่กำลังเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกและเทคโนโลยีเช่นกัน โดยสินค้าแฟชั่นส่งออก 8,324 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2566 เป็นการส่งออกของ MSMEs กว่า 3,094 ล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจุบันผู้ประกอบการจำเป็นต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์และใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการ MSMEs ความท้าทายที่ต้องเผชิญ อาทิ การเปลี่ยนแปลงของตลาดและความต้องการของผู้บริโภคที่มีแนวโน้มที่จะมองหาสินค้าที่มีคุณภาพสูง มีความยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การแข่งขันจากผู้ผลิตต่างประเทศ โดยเฉพาะในด้านราคาและคุณภาพ ข้อจำกัดทางด้านการเงินและการเข้าถึงเทคโนโลยี เป็นต้น
โดยการศึกษาครั้งนี้ มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญในอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมแฟชั่น เช่น การพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์และการปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานสากล การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เพิ่มการให้คำปรึกษาและการสนับสนุนทางการเงินสำหรับการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในต่างประเทศ และส่งเสริมการให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาในตลาดต่างประเทศ การส่งเสริมและสร้างผู้ประกอบการ MSMEs แฟชั่นยั่งยืน เพื่อให้ผู้ประกอบการมีความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มโอกาศเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ ควรมีการสนับสนุนส่งเสริมและสร้างผู้ประกอบการ MSMEs แฟชั่นยั่งยืน โดยผ่านการสนับสนุนส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาที่เน้นไปที่การออกแบบแฟชั่นที่ยั่งยืน การส่งเสริมการจัดอบรมสำหรับ MSMEs เพื่อส่งเสริมความรู้และทักษะในการออกแบบที่ยั่งยืน การผลิตที่มีประสิทธิภาพ และการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ นอกจากนี้ควรมีการสนับสนุนการสร้างมาตรฐานและการรับรองด้านความยั่งยืน ทั้งการพัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การใช้วัสดุ และการจัดการสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมแฟชั่น โดยมีการรับรองให้กับผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตาม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า และเปิดโอกาสในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศที่มองหาสินค้าแฟชั่นยั่งยืน
“การวิจัยครั้งนี้ สะท้อนว่าธุรกิจไทยยังแข่งขันได้ แต่หากไม่ปรับได้ทันยุคดิจิทัล ก็เสี่ยงจะปิดกิจการได้ใน 3-5 ปีข้างหน้า เราไม่อาจแข่งขันด้านราคาได้ถูกกว่าประเทศอื่น ต้องแข่งด้วยมาตรฐานและการเป็นสินค้ามูลค่าสูง ผลวิจัยก็จะนำเสนอผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเร่งดำเนินการต่อไป นอกจากวิจัยด้านยานยนต์และแฟชั่นแล้ว ก่อนหน้านี้ ITD ได้ศึกษาวิจัยในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ต่อไปจะวิจัยเกษตรแปรรูป และภาคบริการต่างๆ” นายวิมลกล่าว

