หน้าแรก เศรษฐกิจ วิจัยกรุงศรี ...

วิจัยกรุงศรี คาดอุทกภัยเสี่ยงสูงช่วง ก.ย.-ต.ค. โอกาส 30% เสียหายมากสุด 5.95 หมื่นล้าน

13.09.24 | 12:51 น.

วิจัยกรุงศรี คาดอุทกภัยเสี่ยงสูงช่วง ก.ย.-ต.ค. โอกาส 30% เสียหายมากสุด 5.95 หมื่นล้าน

เมื่อวันที่ 13 กันยายน ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า วิจัยกรุงศรีได้วิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ ดัชนีสมุทรศาสตร์ ทั้งดัชนี ONI (ดัชนีชี้วัดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำทะเล) ที่บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ภาวะลานีญาอย่างรวดเร็วหลังจากเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงต้นปี และดัชนี PDO (ค่าความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศในมหาสมุทร) และ IOD (ปรากฏการณ์ในมหาสมุทรอินเดีย) ที่แสดงแนวโน้มพายุในภูมิภาคที่มีผลอย่างมากต่อปริมาณฝนในไทย ตลอดจนอิทธิพลจากพายุประจำปี ทั้งพายุที่จะเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรงและเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านแต่ส่งผลกระทบทางอ้อมต่อประเทศไทย

ทำให้คาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 ปริมาณฝนในไทยจะมีแนวโน้มสูงกว่าค่าเฉลี่ยราว 15-16% และคาดการณ์ว่าจะเข้าสู่ภาวะลานีญาอย่างเต็มตัวในเดือนตุลาคม 2567 ทำให้ในเดือนกันยายน-ตุลาคมเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงอุทกภัยในทุกภูมิภาค โดยพื้นที่เสี่ยงสูงได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และบางส่วนของภาคใต้ โดยเฉพาะภาคเหนือตอนล่างซึ่งเป็นทางน้ำผ่าน และภาคกลางซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำและเป็นพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตลอดจนทรัพย์สิน อาทิ ครัวเรือน โรงงาน เครื่องจักร สินค้าเกษตร ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคได้

ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีได้จำลองสถานการณ์ไว้ 3 กรณี ในกรณีฐาน ความน่าจะเป็น 50% โดยคาดว่าจะมีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 8.6 ล้านไร่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวม 4.65 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 0.27% ของ GDP อย่างไรก็ตาม ความพร้อมในการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐที่ดีขึ้น และการพัฒนาระบบป้องกันของภาคเอกชนโดยเฉพาะในนิคมอุตสาหกรรม จะช่วยลดทอนผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2554

หากเป็นกรณีดีที่สุด ความน่าจะเป็น 20 % คาดว่าจะมีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 6.2 ล้านไร่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวม 3.34 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 0.19% ของ GDP และหากเป็นกรณีเสียหายมากที่สุด ความน่าจะเป็น 30 % คาดว่าจะมีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 11 ล้านไร่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวม 5.95 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 0.34 % ของ GDP

Advertisement

“แม้ว่าความเสี่ยงอุทกภัยในปีนี้จะเพิ่มสูงขึ้น แต่วิจัยกรุงศรีคาดว่าจะไม่รุนแรงเท่ามหาอุทกภัยปี 2554 เนื่องจากในปี 2567 นี้มีปริมาณน้ำฝนที่น้อยกว่า มีพื้นที่รองรับน้ำมากกว่า รวมถึงความพร้อมด้านการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐและการเตรียมความพร้อมของภาคเอกชนที่พัฒนาขึ้น อย่างไรก็ตาม เรายังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคมที่มีความเสี่ยงสูงสุด เนื่องจากยังมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้อีกหลายประการ โดยเฉพาะจำนวนพายุที่เคลื่อนที่เข้าสู่ไทยที่จะส่งผลต่อปริมาณฝนและพื้นที่ที่เกิดฝนตกหนัก อันเนื่องมาจากภาวะโลกรวนในปัจจุบันที่ทำให้สภาพอากาศรุนแรงสุดขั้ว หรือ Extreme weather เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้นและรุนแรงมากขึ้น” ดร.พิมพ์นารา กล่าว