ลงทุนผสม 3 กลุ่มสินทรัพย์ หมัดเด็ดสู้ตลาดผันผวน

16.09.24 | 10:27 น.

อัตราดอกเบี้ยนโยบายของหลายประเทศที่มีแนวโน้มลดลงจากเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว ภายใต้ความรุนแรงในตะวันออกกลาง และการเลือกผู้นำของของสหรัฐเดือนพฤศจิกายน ทำให้การลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ น่าสนใจว่าจะไปในทิศทางใด

ประเด็นนี้ วิภาดา ศุภกุลวณิชย์ Wealth Manager ธนาคารทิสโก้ ให้ข้อมูลว่า จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของหลายประเทศที่กลับทิศเป็นขาลงและเศรษฐกิจค่อยๆ ฟื้นตัว เป็นโอกาสที่ดีในการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนหุ้นเข้าพอร์ตการลงทุน ซึ่งผลตอบแทนของหุ้นมักจะปรับตัวขึ้นสูงกว่าค่าเฉลี่ย หลังธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

แต่ด้วยตลาดยังคงมีความไม่แน่นอนทั้งสถานการณ์ความรุนแรงในตะวันออกกลาง และการเลือกตั้งของสหรัฐ ที่จะเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ จึงควรเน้น การลงทุนผสมทั้ง 3 กลุ่มสินทรัพย์ (Asset Classes) อย่างหุ้น ตราสารหนี้ และทองคำ เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาด

ไม่ว่าจะเป็น หุ้นกลุ่มคุณภาพดี (Quality) ทั่วโลกหุ้นกลุ่มเอเชีย (Asia ex. Japan) ตราสารหนี้คุณภาพดีทั่วโลก รวมถึงทองคำ ซึ่งเป็นกลุ่มสินทรัพย์ที่จะได้รับประโยชน์ในช่วงดอกเบี้ยขาลง

ผลตอบแทนของหุ้นจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยเมื่อดอกเบี้ยปรับลดลงและเศรษฐกิจฟื้นตัว (ดูกราฟิกผลตอบแทนเฉลี่ยของ MSCI World ปี 1989-2023 ประกอบ)

Advertisement

โดยหุ้นกลุ่ม Quality ทั่วโลก เป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีสถานะการเงินแข็งแกร่ง มีการเติบโตของรายได้และกำไรสูงสม่ำเสมอ มีหนี้สินในสัดส่วนที่ต่ำ และเงินสดในสัดส่วนที่สูง

หากดูข้อมูลการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นย้อนหลังตั้งแต่ปี 2000 พบว่า ดัชนีหุ้นโลกคุณภาพ (MSCI ACWI Quality) มีความสามารถในการต้านทานต่อความผันผวนได้ดีกว่าดัชนีตลาดหุ้นโลก (MSCI ACWI)

ถัดมา หุ้นกลุ่ม Asia ex. Japan เป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่ากลุ่ม Developed Markets อย่างสหรัฐ และยุโรป มีระดับ Valuation ถูก

โดยหุ้นกลุ่ม Asia ex. Japan มักจะปรับตัวเพิ่มขึ้นนำตลาด (Outperform) หลัง Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และได้ประโยชน์จากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ มีแนวโน้มอ่อนค่าลง ตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับตัวลง ทำให้ค่าเงินของประเทศในกลุ่ม Asia ex. Japan แข็งค่าขึ้น

เป็นผลดีต่อนักลงทุนต่างชาติที่จะได้รับผลตอบแทนมากขึ้นเมื่อแลกเงินกลับเป็นสกุลเงินประเทศตนเอง

ทั้งนี้ ตราสารหนี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์ที่ได้รับประโยชน์จากการปรับลดลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond yield) ของประเทศนั้นๆ ปรับตัวลง

ส่งผลผกผันทำให้ราคาตราสารหนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลตอบแทนส่วนเพิ่มให้กับพอร์ตการลงทุน โดยควรเน้นตราสารหนี้ที่มีคุณภาพดีทั่วโลก ซึ่งมีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับสามารถลงทุนได้ (Investment grade)

สำหรับทองคำ เป็นสินทรัพย์ที่ได้รับแรงหนุนจากประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งราคาทองคำมักจะปรับตัวขึ้น หากเกิดเหตุการณ์สงคราม เนื่องจากนักลงทุนมองทองคำเปรียบเสมือนสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe haven)

อีกทั้งยังได้ประโยชน์จากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า ตามแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของ Fed เนื่องจากราคาทองคำซื้อขายเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เมื่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง ทองคำจะมีราคาถูกเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นที่นักลงทุนถือไว้ ทำให้มีแรงซื้อเข้ามา ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้น

ทั้งนี้ การลงทุนผสมใน 3 Asset classes ข้างต้น อย่างหุ้นกลุ่ม Quality ทั่วโลก หุ้นกลุ่ม Asia ex. Japan ตราสารหนี้คุณภาพดีทั่วโลก และทองคำ นอกจากจะช่วยรับมือกับความผันผวนของตลาดแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากการลงทุนเพียงประเทศเดียว

ดังนั้นควรเลือกกองทุนรวมเชิงรุก (Active fund) ที่สามารถคัดเลือกหุ้นและตราสารหนี้ได้ตามดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน มีความยืดหยุ่น สามารถปรับสัดส่วนในพอร์ตการลงทุน

ซึ่งเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว