ประเทศไทยเป็นรัฐหนึ่ง ที่ใช้ระบบสวัสดิการในการดูแลประชาชน ผู้คนในประเทศ โดยสวัสดิการนี้ครอบคลุมการใช้ชีวิตขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่แรกเกิด การศึกษา การทำงาน การเจ็บป่วย การชรา และการตาย ในที่สุด
แต่สวัสดิการเหล่านี้ ไม่ใช่ของที่เกิดขึ้นเองได้ หรือได้มาฟรีๆ แต่มีต้นทุนที่รัฐบาลจะต้องบริหารจัดการ โดยใช้เงินของประเทศมาบริหาร ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
และรายได้ของประเทศนั้น ส่วนใหญ่ก็มาจากการจัดเก็บ “ภาษี” และปัจจุบัน ภาษีส่วนใหญ่ อยู่ในการบริหารจัดการของกระทรวงการคลัง โดย 3 กรมใหญ่ ได้แก่ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร
วันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา
เรื่องภาษีเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญ ที่อยู่ในนโยบายเร่งด่วน คือ สร้างรายได้ใหม่ด้วยนำเศรษฐกิจนอกระบบภาษี และเศรษฐกิจใต้ดินเข้าสู่ระบบภาษี เพื่อจัดสรรสวัสดิการด้านการศึกษา สาธารณสุข และสาธารณูปโภค
ขณะเดียวกัน นโยบายการพัฒนาประเทศในระยะกลางและระยะยาวเอง น.ส.แพทองธารก็ได้แถลงว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนโครงสร้างทางภาษีครั้งใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้ ดึงแรงงานนอกระบบที่มีอยู่มากกว่า 50% เข้าสู่ระบบ
รวมทั้ง ศึกษาความเป็นไปได้ของการปฏิรูประบบภาษีไปสู่แบบ Negative Income Tax ที่ผู้มีรายได้น้อยจะได้รับ “เงินภาษีคืนเป็นขั้นบันได” ตามเกณฑ์ที่กำหนด
⦁ทำความรู้จัก Negative Income Tax
สำหรับ Negative Income Tax หรือภาษีเงินได้แบบติดลบ นั้น ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ในโลก โดยเป็นหนึ่งในระบบภาษีที่ถูกคิดค้น เพื่อช่วยเหลือบุคคลที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
ทั้งนี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุถึง ภาษีเงินได้แบบติดลบ (Negative Income Tax) ว่าเป็นแนวคิดในการกระตุ้นให้คนทำงาน เพื่อแลกกับการได้รับเงินสวัสดิการจากรัฐ ในกรณีที่รายได้ของคนคนนั้นยังอยู่ไม่เกินเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำที่กำหนด โดยคนที่ทำงานและมีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ รัฐจะจ่ายเงินอุดหนุน ในส่วนต่างระหว่างรายได้ของคนคนนั้น กับเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนไม่มีงานทำ รัฐก็อาจอุดหนุนเงินให้ระดับหนึ่งแต่อาจน้อยกว่าคนที่ทำงาน
ทั้งนี้ หากสามารถนำภาษีเงินได้แบบติดลบมาใช้ได้ จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการของรัฐลงได้ และยังสามารถลดความซ้ำซ้อนของสวัสดิการที่รัฐให้กับประชาชน ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 20 สวัสดิการ
เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ในแต่ละปีใช้งบประมาณราว 5 หมื่นล้านบาท เป็นต้น
“อย่างไรก็ตาม แนวคิดภาษีเงินได้แบบติดลบนั้น คนที่ต้องการสวัสดิการจากรัฐ จะต้องยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในทุกปี กับกรมสรรพากร เพื่อตรวจสอบรายได้ของคนคนนั้น ว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐหรือไม่” ปลัดกระทรวงการคลังระบุ
ดังนั้น ภาษีเงินได้แบบติดลบ หรือ Negative Income Tax เป็นหนึ่งในแนวคิดของความพยายามที่จะหาวิธีการแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยต้องการกระตุ้นให้คนทำงาน
แต่หากคนคนนั้นมีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด รัฐจะจัดสรรเงินภาษีให้จำนวนหนึ่ง เมื่อคนคนนั้นมีรายได้เพิ่มขึ้น รัฐก็จะจูงใจโดยให้เงินสนับสนุนเพิ่มขึ้นอีก
จนกระทั่งรายได้ของคนคนนั้นถึงจุดหนึ่ง อัตราการช่วยเหลือของรัฐจะคงที่ และหากคนคนนั้น สามารถมีรายได้สูงขึ้น จนเกินเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด รัฐก็จะเลิกการให้เงินสนับสนุน
พร้อมทั้งเป็นอีกหนึ่งในวิธีการที่ช่วยรัฐบาล ประหยัดงบประมาณได้ด้วย เนื่องจากปัจจุบันภาระรายจ่ายในรายการที่ยากจะตัดทอนของรัฐบาล เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
โดยในปีงบประมาณ 2566 มีรายจ่ายที่ยากต่อการลดทอนรวมอยู่ที่ 2.139 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 67.16% ของงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาล ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น 65.83% จากในปีงบประมาณ 2565
สาเหตุสำคัญมาจากรายจ่ายเพื่อชำระหนี้และภาระผูกพัน รวมไปถึงรายจ่ายสวัสดิการบุคลากรภาครัฐ และประชาชนที่เพิ่มขึ้นตามการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
⦁ฟื้นคืนแนวคิดสิบปีคลัง
ทั้งนี้ แนวคิดเรื่อง Negative Income Tax นั้น กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เคยเสนอเมื่อราวสิบปีที่แล้ว หรือราวปี 2557 ที่ได้มองเห็นปัญหาแล้วว่า ประเทศไทยมีการใช้งบประมาณเพื่อจ่ายไปกับสวัสดิการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วง ปี 2546 ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันก็ยังคงเป็นรูปแบบเดิมดังนั้น ปัญหาคงไม่แตกต่างจากเดิม
ขณะที่รายงานของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เมื่อปี 2557 มีข้อมูลที่น่าสนใจ และเป็นอีกปัญหาสำคัญ คือ คุณสมบัติของผู้รับเบี้ยยังชีพไม่มีการตรวจสอบรายได้ย่อมทำให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล
และยังนำไปสู่ปัญหาความไม่เป็นธรรมระหว่างผู้มีสิทธิรับเบี้ยยังชีพอีกด้วย แม้ว่าผู้มีรายได้สูงย่อมมีสิทธิได้รับเบี้ยยังชีพเฉกเช่นเดียวกันกับคนจนก็ตาม
โดยผลการศึกษา ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 2554 พบว่าในพื้นที่เขตเมือง มีจำนวนผู้สูงอายุที่ไม่จน มากถึง 69.76% ที่ได้รับเบี้ยยังชีพ และในเขตชนบท มีจำนวนผู้สูงอายุที่ไม่จน ถึง 84.82% ที่ได้รับเบี้ยยังชีพ
ขณะที่ปัจจุบันรัฐบาลก็ยังจ่ายเบี้ยสูงอายุแบบถ้วนหน้าอยู่เช่นเดิม โดยปีงบประมาณ 2564 รัฐบาลจัดสรรเงินอุดหนุนเบี้ยผู้สูงอายุ 7.93 หมื่นล้านบาท ปีงบ 2565 จัดสรรเงินอุดหนุน 7.70 หมื่นล้านบาท ปีงบ 2566 จัดสรรเงินอุดหนุน 8.04 หมื่นล้านบาท และปีงบ 2567 จัดสรรเงินอุดหนุนไว้ 9 หมื่นล้านบาท
ดังนั้น แนวคิด Negative Income Tax จะเป็นสิ่งที่เข้ามาตอบโจทย์ปัญหาเรื่องการช่วยเหลือคนที่ต้องการสวัสดิการได้ตรงจุด และช่วยประหยัดงบประมาณได้อีกด้วย
⦁นักวิชาการแนะยังต้องพัฒนาระบบฐานข้อมูล
นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)ระบุถึงแนวคิดนโยบายเรื่องภาษีเงินได้ติดลบหรือ “Negative Income Tax” ว่า มาตรการนี้มีหลายประเทศที่ใช้กันโดยมีชื่อแตกต่างกันไป เป็นนโยบายที่สนับสนุนให้คนช่วยเหลือตนเอง มากกว่าแค่การรอรับสวัสดิการจากรัฐ
โดยมาตรการภาษีนี้เป็นการจูงใจให้คนทำงานมากยิ่งขึ้นกว่าไม่ทำอะไรเลย และมาตรการนี้ทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ก็มีการนำเสนอมาตั้งแต่ปี 2557 แล้ว แต่ก็ไม่ได้มีการผลักดันกันต่อเนื่อง ถือว่าเป็นนโยบายที่ดี
มาตรการนี้ข้อดี คือ จะเป็นการลงบันทึกทำให้ทราบถึงสถานการณ์ในด้านการทำงานของคนทั้งประเทศ ทำให้สามารถวางนโยบายช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสม และเป็นการวางระบบสวัสดิการบนฐานการทำงาน จึงเป็นแนวทุนนิยมที่กระตุ้นให้คนต้องดิ้นรนต่อสู้
ขณะที่ข้อเสีย คือ ต้องมีการวางระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ประชาชนก็ต้องเรียนรู้ในการยื่นภาษี ขณะที่กรมสรรพากรก็ต้องเรียนรู้ในการปฏิบัติหน้าที่กับกลุ่มประชากรที่เพิ่มขึ้น จากเดิมที่มีคนมายื่นภาษีกว่า 10 ล้านคนที่ยื่นแบบภาษี ก็จะเพิ่มเป็น 60-70 ล้านคน
“เพราะฉะนั้น ถ้าเอาเทคโนโลยีเข้ามาเสริมจะลดข้อเสียลงได้ และยุคนี้เป็นยุคไอเอแล้ว เทคโนโลยีไปไกลมาก ราคาถูกลง เหลือแต่ภาครัฐว่าจะพัฒนาคนมารองรับได้หรือไม่” นักวิชาการอาวุโสทีดีอาร์ไอระบุ
⦁ส่องสถานการณ์ภาษีไทย
อย่างที่กล่าวไปข้างต้น รายได้ของประเทศไทยมาจากภาษีกว่า 80-90% ของรายได้ประเทศในแต่ละปี โดยปีงบประมาณ 2567 กระทรวงการคลังได้กำหนดเป้าหมายรายได้ ดังนี้
กรมสรรพากร 2.28 ล้านล้านบาท ซึ่งทางกรมสรรพากรนั้น มีความมั่นใจว่าสามารถจัดเก็บได้ตามเป้าหมาย ในช่วง 11 เดือนของปีงบประมาณ 2567 นี้ (ตุลาคม 2566-สิงหาคม 2567) กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บภาษีได้กว่า 1.96 ล้านล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 8,482 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.4% และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 47,911 ล้านบาท หรือกว่า 2.5%
ขณะที่กรมสรรพสามิต 5.2 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับลดเป้าหมายลง จาก 5.67 แสนล้านบาท เนื่องมาจากมาตรการบรรเทาปัญหาราคาพลังงงาน ด้วยการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลมาอย่างต่อเนื่องจนถึงต้นปี 2567 ประกอบกับสถานการณ์การปฏิเสธสินเชื่อรถยนต์ จากปัญหาหนี้ครัวเรือน และการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาป ไปสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ด้วยมาตรการส่งเสริมการใช้รถอีวี ขณะที่ลดภาษีให้และกรมศุลกากร อยู่ที่ระดับกว่า 1 แสนล้านบาท คาดว่าจะจัดเก็บได้ตามเป้าหมายเช่นกัน
ถึงแม้กรมสรรพากรจะจัดเก็บรายได้ให้กับประเทศได้มากที่สุด แต่การจัดเก็บรายได้โดยเฉพาะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น ก็ยังไม่สามารถจัดเก็บข้อมูลรายได้ ได้อย่างทั่วถึง โดยเทียบจากประชากรวัยแรงงานที่มีเกือบ 40 ล้านคน ซึ่งมีคนยื่นภาษีเงินได้ในแต่ละปีเพียง 10-11 ล้านคน และมีคนที่เสียภาษีแค่ปีละ 4 ล้านคน
ทางสรรพากรพยายามตามหาผู้ประกอบการที่ควรแก่การยื่นภาษี เมื่อต้นปี 2567 สรรพากรได้ส่งจดหมายแจ้งเตือนไปกว่า 1 แสนฉบับ มีผู้ประกอบการตอบรับกลับมาประมาณ 50% และได้รายได้เพิ่มขึ้นจากส่วนนี้เฉลี่ยถึงปีละ 2,000 ล้านบาท
⦁ขยายฐานภาษีใหม่ เงินได้ต่างประเทศ
ขณะเดียวกันกรมสรรพากรอยู่ระหว่างเร่งเสนอกฎหมาย และเตรียมความพร้อมรองรับการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม ตามหลักการ Pillar 2 การจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำ (Global Minimum Tax) ที่กำหนดให้กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติขนาดใหญ่ เสียภาษีเงินได้ในอัตราภาษีที่แท้จริงไม่น้อยกว่า 15%
นอกจากนี้ สรรพากรอยู่ระหว่างปรับแก้ไขกฎหมายให้บุคคลผู้มีเงินได้จากต่างประเทศ และพำนักอยู่ในประเทศไทยเกินกว่า 180 วัน มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากปัจจุบันที่หากมีเงินได้จากต่างประเทศ และเมื่อได้นำเงินเข้ามาในประเทศไทย จึงค่อยเสียภาษีเงินได้
ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมตามหลักการของ World Wide Income ว่าไม่ว่าบุคคลจะมีรายได้จากที่ใด แต่หากมีถิ่นพำนักอยู่ในประเทศนั้นเกินกว่า 180 วัน ก็มีหน้าที่ที่จะต้องเสียภาษีเงินได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะนำเงินได้เข้ามาในประเทศแล้วหรือไม่
ซึ่งเป้าหมายสำคัญ คือ กลุ่มคนไทยรายได้สูง ที่นำเงินไปลงทุน หรือไปเก็บในต่างประเทศ คาดว่าจะเริ่มใช้ได้เร็วที่สุดในปี 2568
ขณะเดียวกัน อีกปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ คือ การทุ่มตลาดของทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะจีน ซึ่งมาในหลายรูปแบบทั้งที่มาเปิดกิจการที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือมาในรูปแบบแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ อย่างกรณีแพลตฟอร์ม เทมู (Temu) เป็นต้น
ปัจจุบัน รัฐบาลได้ออกมาตรการในการแก้ไขปัญหาการทุ่มตลาดแล้ว และด้านของกรมสรรพากร และกรมศุลกากร ก็ได้ร่วมกันแก้ไขปัญหา ตามประกาศตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้มีการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) 7% จากสินค้านำเข้าไม่เกิน 1,500 บาท จากเดิมที่มีการยกเว้นมาอย่างยาวนาน
โดยระยะแรกกรมศุลกากร จัดเก็บภาษีส่งให้กรมสรรพากร มีผลตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม-31 ธันวาคม 2567
ระยะต่อไปสรรพากร กำลังเร่งปรับปรุงแก้ไขกำหนดหลักเกณฑ์กฎหมายจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มฉบับใหม่ เพื่อจัดทำแพลตฟอร์มนำส่งข้อมูลและขั้นตอนการชำระเงิน โดยให้ผู้บริการขนส่งสินค้าเป็นผู้รับผิดชอบการนำเข้าทั้งหมด และสามารถลดขั้นตอนการเสียภาษีให้ศุลกากร โดยภาษีจะเข้าสู่ระบบสรรพากรทันที ไม่ผ่านการเสียภาษีศุลกากร ซึ่งจะเร่งให้เร็วที่สุด คาดว่าภายในต้นปี 2568 ทั้งนี้ การแก้ไขกฎหมายดังกล่าว จะทำให้เก็บภาษีได้ปีละ 1,500 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี เรื่องภาษีนั้นยังเป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วไปรู้สึกกังวล และยังไม่เข้าใจกันมากนั้น ซึ่งคงต้องพึ่งพาการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ที่ดีจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เชื่อว่าถ้าทุกคนเข้าใจถึงความสำคัญของภาษี จะทำให้เรื่องของภาษีไม่ใช่เรื่องยากและเรื่องที่น่ากลัวอีกต่อไป
และเรื่องภาษีนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายรัฐบาลอย่างมาก ดูได้จากที่ผ่านๆ มา ไม่ว่าจะรัฐบาลไหน ก็ยังไม่กล้าที่เพิ่ม ขยับ ปรับเปลี่ยน อาทิ ภาษีมูลค่า (แวต) ที่ยังคงอยู่ 7% จากเพดาน 10% ภาษีการขายหุ้นและภาษีสินทรัพย์ดิจิทัล ที่หายเงียบเช่นกัน
ต้องลุ้นกันว่า “รัฐบาลแพทองธาร” จะกล้าเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีได้หรือไม่
และ Negative Income Tax จะเป็นรูปเป็นร่างได้ไหม?

