นายศิระ อินทรกำธรชัย ประธานกรรมการบริหาร และหุ้นส่วน บริษัท พีดับบลิวซี ประเทศไทย เปิดเผยถึงรายงาน The World in 2050: The long view: how will the global economic order change by 2050? ที่ศึกษาผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยเทียบมาตรฐานจีดีพีเป็นแบบเดียวกันทั่วโลกจาก 32 ประเทศ ว่าในอีก 34 ปีข้างหน้า หรือปี 2593 ประเทศเพื่อนบ้านในแถบอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และมาเลเซีย จะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจแซงหน้าไทย โดยจากการจัดอันดับการเติบโตของจีดีพี (พีพีพี) ในปี 2593 พบว่าไทยจะตกไปอยู่ในอันดับที่ 25 จากอันดับที่ 20 เมื่อปี 2559 โดยคาดการณ์ว่า จีดีพี (พีพีพี) ของไทยในปี 2593 จะมีมูลค่า 2.78 ล้านล้านดอลลาร์ จากปี 2559 มีมูลค่า 1.16 ล้านล้านดอลลาร์
ขณะที่อินโดนีเซียจะขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 4 ของโลก โดยคาดการณ์ว่า มูลค่าของจีดีพี (พีพีพี) ในปี 2593 จะอยู่ที่ 10.5 ล้านล้านดอลลาร์ จากปี 2559 อยู่ในอันดับที่ 8 มีมูลค่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ ฟิลิปปินส์จะขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 19 โดยคาดการณ์ว่า มูลค่าของจีดีพี (พีพีพี) ในปี 2593 จะอยู่ที่ 3.3 ล้านล้านดอลลาร์ จากปี 2559 อยู่ในอันดับที่ 28 มีมูลค่า 8 แสนล้านดอลลาร์ เวียดนามจะขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 20 โดยคาดการณ์ว่า มูลค่าของจีดีพี (พีพีพี) ในปี 2593 จะอยู่ที่ 3.1 ล้านล้านดอลลาร์ จากปี 2559 อยู่ในอันดับที่ 32 มีมูลค่า 5.9 แสนล้านดอลลาร์ ส่วนมาเลเซียจะขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 24 โดยคาดการณ์ว่า มูลค่าของจีดีพี (พีพีพี) ในปี 2593 จะอยู่ที่ 2.8 ล้านล้านดอลลาร์ จากปี 2559 อยู่ในอันดับที่ 27 มีมูลค่า 8.6 แสนล้านดอลลาร์
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้อัตราการเติบโตของจีดีพีของไทยลดลงในอีก 30 ปีข้างหน้า เกิดจากไทยกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนประชากรวัยทำงาน โดยคาดว่าอัตราการเพิ่มของประชากรไทยในปี 2593 จะติดลบ 0.3% คืออัตราการเกิดจะน้อยกว่าอัตราการตาย ทำให้ไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศจะชะลอตัวตามไปด้วย และวัยทำงานที่ลดลงอาจส่งผลให้ค่าแรงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและกดดันอัตราเงินเฟ้อ
นายศิระกล่าวอีกว่า ประเทศไทยคงต้องเร่งวางแผนเพื่อรับมือโครงสร้างประชากรที่จะเปลี่ยนแปลงไปในอีก 30 ปีข้างหน้า โดยรัฐอาจมีมาตรการสนับสนุนให้ภาคการผลิตนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เพื่อทดแทนแรงงานที่จะลดลงในอนาคตและเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตอีกทางหนึ่งด้วย นอกเหนือจากมาตรการกระตุ้นให้ครอบครัวไทยมีบุตรมากขึ้นผ่านมาตรการทางภาษี เพื่อลดปัญหาอัตราการเกิดที่มีแนวโน้มลดลง และกระตุ้นให้คนไทยออมเพื่อการเกษียณอายุให้มากขึ้น เพื่อลดภาระของรัฐบาลและการใช้จ่ายของผู้สูงอายุในปัจจุบัน ที่อาจไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคตข้างหน้า
นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่าเวียดนาม อินเดีย และบังกลาเทศ จะเป็น 3 ประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงที่สุดระหว่างปี 2559-2593 เฉลี่ยอยู่ที่ 5% ต่อปี ขณะที่มีอัตราการขยายตัวของรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากร อยู่ที่ 4.1-4.5% ต่อปี เปรียบเทียบกับประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกอย่างจีนและสหรัฐที่คาดว่าจะเติบโตน้อยกว่า โดยจีนจะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยอยู่ที่ 3% ต่อปี ขณะที่อัตราการขยายตัวของรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรอยู่ที่ 3.1% ต่อปี
ทั้งนี้ จากรายงานอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรโดยเฉลี่ยระหว่างปี 2559-2593 ของประเทศในกลุ่มอาเซียนพบว่า อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรเฉลี่ยของไทยจะอยู่ที่ -0.3% ต่อปี ขณะที่อินโดนีเซียมีอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรเฉลี่ยอยู่ที่ 0.6% ต่อปี ฟิลิปปินส์มีอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรเฉลี่ยอยู่ที่ 1.1% ต่อปี มาเลเซียมีอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรเฉลี่อยู่ที่ 0.8% ต่อปี และเวียดนามมีอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรเฉลี่ยอยู่ที่ 0.5% ต่อปี
กลุ่มประเทศ E7 ขั้วอํานาจใหม่ของเศรษฐกิจโลก
นายศิระกล่าวต่อว่า ในอีก 34 ปีข้างหน้าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกเฉลี่ย (ปี 2559-2593) คาดจะอยู่ที่ 2.6% ต่อปี โดยขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกจะย้ายออกจากกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว (Advanced economies) โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุโรป มาสู่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging market countries) ซึ่งตลาดเกิดใหม่นี้ จะมีประเทศในกลุ่ม E7ประกอบด้วย จีน อินเดีย บราซิล รัสเซีย อินโดนีเซีย เม็กซิโก และตุรกี เป็นแรงสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยคาดว่า ในอีก 34 ปีข้างหน้า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยของกลุ่ม E7 จะอยู่ที่ 3.5% ต่อปี เปรียบเทียบกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยของกลุ่ม G7 ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สหราชอาณาจักร และแคนาดาจะอยู่ที่ 1.6% ต่อปี
ทั้งนี้ ในปี 2593 การเติบโตของจีดีพี (พีพีพี) ของประเทศในกลุ่ม E7 คาดว่าจะมีสัดส่วนสูงถึง 50% ของ GDP โลก ขณะที่กลุ่ม G7 จะมีสัดส่วนลดลงเหลือเพียงประมาณ 20% ขณะที่จีนจะกลายเป็นประเทศมหาอำนาจที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลกแทนที่สหรัฐ โดยคาดการณ์ว่ามูลค่าของจีดีพี (พีพีพี) ในปี 2593 ของจีนจะอยู่ที่ 58.4 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่คาดการณ์มูลค่าของจีดีพี (พีพีพี) ของสหรัฐจะอยู่ที่ 34.1 ล้านล้านดอลลาร์ หล่นไปอยู่ในอันดับที่ 3 ส่วนอันดับที่ 2 ตกเป็นของอินเดีย โดยคาดว่ามูลค่าของจีดีพี (พีพีพี) จะอยู่ที่ 44.1 ล้านล้านดอลลาร์

รายงานระบุว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจในตลาดเกิดใหม่ที่เพิ่มขึ้น จะมาจากความต้องการภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรที่เติบโต ส่งผลให้จำนวนแรงงานในกลุ่มประเทศเหล่านี้มีขนาดใหญ่ขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ดี กลุ่มประเทศเหล่านี้ยังคงต้องลงทุนด้านการศึกษา และพัฒนาปัจจัยพื้นฐานระบบเศรษฐกิจมหภาค เพื่อให้แน่ใจว่าตลาดแรงงานจะสามารถรองรับกับจำนวนคนรุ่นใหม่ที่เพิ่มขึ้นได้
นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่าเวียดนาม อินเดีย และบังกลาเทศ จะเป็น 3 ประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงที่สุดระหว่างปี 2559-2593 เฉลี่ยอยู่ที่ราว 5% ต่อปี ขณะที่มีอัตราการขยายตัวของรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรอยู่ที่ราว 4.1-4.5% ต่อปี เปรียบเทียบกับประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกอย่างจีนและสหรัฐ ที่คาดว่าจะเติบโตน้อยกว่า โดยจีนจะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยอยู่ที่ 3% ต่อปี ขณะที่อัตราการขยายตัวของรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรอยู่ที่ 3.1% ต่อปี ด้านสหรัฐมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยอยู่ที่ 1.8% ต่อปี ขณะที่อัตราการขยายตัวของรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรอยู่ที่ 1.3% ต่อปี
สหรัฐผู้นำประเทศที่มีรายได้ต่อหัวสูงที่สุด
อย่างไรก็ดี หากเปรียบเทียบรายได้เฉลี่ยต่อหัว (Average income) ยังพบว่ากลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วจะยังคงมีระดับรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงกว่ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างจีนและอินเดียที่จะค่อยๆ ปิดช่วงห่างรายได้ให้แคบลง โดยในปี 2593 สหรัฐจะยังเป็นประเทศที่มีระดับรายได้ต่อหัวสูงที่สุดในกลุ่ม G7 ตามด้วยเยอรมนี แคนาดา และสหราชอาณาจักร
ในปี 2559 รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรของสหรัฐสูงเป็น 4 เท่าของจีนและเกือบ 9 เท่าของอินเดีย แต่ในปี 2593 คาดว่าช่วงห่างรายได้นี้จะแคบลงโดยระดับรายได้เฉลี่ยต่อหัวของสหรัฐน่าจะเป็น 2 เท่าของจีน และ 3 เท่าของอินเดีย แต่ก็มีความเป็นไปได้เช่นกันว่า ความไม่เท่าเทียมกันของรายได้ในแต่ละประเทศจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นด้วยเป็นผลมาจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
แม้แนวโน้มเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะมีทิศทางที่ดีและกลายเป็นกลุ่มประเทศที่น่าจับตามอง นายศิระกล่าวว่า กลุ่มประเทศเหล่านี้ยังคงต้องปรับตัวเพื่อรองรับกับการเติบโตในระยะยาว ทั้งในแง่ของการพัฒนาด้านการศึกษา การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการพัฒนาสถาบันทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และกฎหมาย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังต้องสามารถมองข้ามปัจจัยที่สร้างความผันผวนในระยะสั้นไปให้ได้

