นักธุรกิจดันหลัง‘รัฐบาล’
คืนชีพเศรษฐกิจโค้งสุดท้าย
โหมกระตุ้นลงทุน-เพิ่มกำลังซื้อ
จากรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสสองของปี 2567 โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า อัตราการว่างงาน ในไทยเพิ่มขึ้นจาก 1.01% ในไตรมาสแรกของปี 2567 เป็น 1.07% ในไตรมาสสองของปี 2567 โดยมีจำนวนผู้ว่างงานในระบบประกันสังคม เพิ่มขึ้นจาก 408,000 คน ในไตรมาสแรกของปี 2567 เป็นจำนวน 429,000 คนในไตรมาสสองของปี 2567 เป็นผลจากการปิดตัวของโรงงานที่เพิ่มขึ้น จากรายงานของกรมโรงงานอุตสาหกรรม พบว่า มีการแจ้งเลิกทะเบียนโรงงาน ในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 จำนวน 667 แห่ง โดยมีการเลิกการจ้างงาน 17,647 คน เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ที่อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสูงกว่าอัตราการว่างงาน ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส สายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 ที่มีการปิดโรงงาน 374 แห่ง เลิกจ้าง 10,175 คน
ขณะที่การจดทะเบียนเลิกกิจการ ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2567 ตามรายงานของกระทรวงพาณิชย์ พบว่า มีบริษัทปิดกิจการทั่วประเทศ 7,039 แห่ง โดยภาคธุรกิจที่มีการยกเลิกกิจการสูงสุด 3 อันดับแรกคือ ธุรกิจก่อสร้าง, อสังหาริมทรัพย์, และภัตตาคาร-ร้านอาหาร
ผนวกกับภาระหนี้ครัวเรือนของไทยที่ยังสูงอยู่ที่ระดับ 90-91% เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อัตราหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสถาบันการเงินมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นโดยมีมูลค่าหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในระบบ ณ สิ้นไตรมาสสองปี 2567 ที่ 540,800 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.84% ของสินเชื่อรวม ในขณะที่หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของภาคอสังหาฯ เฉลี่ยอยู่ที่ 3.13% ของสินเชื่อรวม และมีแนวโน้มที่หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ จะเพิ่มขึ้น ทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น
จากสัญญาณดังกล่าว “ดารณี ฉัตรพิริยะพันธ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่า ภาครัฐต้องเข้ามากระตุ้น ภาคการลงทุนและกำลังซื้อภายในประเทศ เพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2567 เติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ที่ 2.5%
“สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน เป็นปัญหาเรื่องของความเชื่อมั่น ทั้งความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อรายได้ในอนาคต เนื่องจากมีความไม่แน่นอนเรื่องของการจ้างงาน ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานที่เกิดจาก Digital Disruption การเปลี่ยนแปลงนวัตกรรม เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ที่กระทบต่อการจ้างงาน รวมไปถึงความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ ที่เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของรัฐบาล ความไม่แน่นอนทางการเมืองระหว่างประเทศ ปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ ระหว่างประเทศ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ที่อาจจะส่งผลกระทบกับภาคการส่งออกของไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2567 ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทย จะไม่สามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ที่ 2.5% ณ สิ้นปี 2567 จึงมีความจำเป็นที่ ภาครัฐต้องมีมาตรการกระตุ้นภาคการลงทุน และ เพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้สามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้” ดารณีกล่าว
⦁ กระตุ้นภาคลงทุน – เพิ่มกำลังซื้อ
ดารณีกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันเราเห็นการลงทุนของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น หลังจากที่สภาผู้แทนราษฏร ได้พิจารณาอนุมัติงบประมาณปี 2567 ไปเมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ช่วยกระตุ้นภาคการลงทุนในไตรมาสสอง ปี 2567 ทำให้เศรษฐกิจไตรมาสสอง ปี 2567 มีอัตราการเติบโตขึ้นมาอยู่ที่ 2.3% เพิ่มขึ้นจาก 1.6% ในไตรมาสแรกของปี 2567 ทำให้ครึ่งแรกของปี 2567 เศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตที่ 1.9% แต่การที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทย ปี 2567 เติบโตได้ตามเป้าหมายที่ 2.5% การลงทุนภาครัฐเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จำเป็นที่ภาครัฐต้องกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชน ทั้งภายในและจากต่างประเทศ โดยสร้างแรงจูงใจในการลงทุน ทั้งสิทธิประโยชน์ด้านภาษี และ ความง่ายในการเข้ามาทำธุรกิจของชาวต่างชาติ (Ease of Doing Business) เพื่อให้เกิดการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของการลดอัตราการว่างงานภายในประเทศ
ปัจจัยสำคัญที่สามารถกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ มาจากการมีนโยบายและทิศทางที่ชัดเจน ทั้งในด้านของกฎหมายที่เปิดให้เข้ามาทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น รวมทั้ง มาตรการทางภาษีที่ช่วยให้ภาคธุรกิจที่มีต้นทุนทางธุรกิจที่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งจากประเทศอื่นๆ ได้ โดยเฉพาะกับประเทศในกลุ่มอาเซียน ที่มีสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งปัจจุบันประเทศสมาชิกอาเซียน หลายประเทศ ทั้ง เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ต่างปรับสภาพแวดล้อมทั้งด้านภาษี และ สภาพแวดล้อมด้านทรัพยากรบุคคล ที่ตอบโจทย์กับการลงทุนของต่างชาติ โดยเฉพาะประเด็นด้านทรัพยากรบุคคล ที่มุ่งพัฒนาศักยภาพประชากรที่เชี่ยวชาญด้าน เทคโนโลยี และ นวัตกรรม ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญสำหรับภาครัฐ ในการที่จะจูงใจให้ภาคเอกชนต่างประเทศเข้ามาลงทุนและทำธุรกิจในไทย
ขณะเดียวกันสำหรับภาคธุรกิจไทย ภาครัฐควรให้ความสำคัญในการเข้าถึงแหล่งทุน โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก ที่เข้าถึงแหล่งทุนได้ยาก และ ต้องเผชิญกับภาระต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่า ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก ตามรายงานของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่ปัจจุบันมีจำนวนประมาณ 3,202,000 ราย ที่มีการจ้างงานรวมกัน 12.9 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนการจ้างงานประมาณ 35.66% ของจำนวนประชากรที่มีแรงงานทำของไทยทั้งสิ้น 36.17 ล้านคน ถ้ารัฐสามารถเปิดโอกาสให้กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและเล็ก เข้าถึงแหล่งทุนที่มีต้นทุนต่ำ จะสามารถรักษาการจ้างงาน และสร้างความมั่นคงด้านรายได้ เพื่อสร้างความมั่นใจรายได้ในอนาคต และเพิ่มกำลังซื้อในประเทศได้เพิ่มขึ้น” ดารณีกล่าว
นอกจากการกระตุ้นการลงทุนแล้ว การสร้างความเชื่อมั่นเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2567 เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ในช่วงโค้งสุดท้ายที่เหลือ
“ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสสามของปี 2567 ส่งผลต่อความเชื่อมั่นและการใช้จ่ายภายในประเทศพอสมควร ทำให้ในช่วงไตรมาสสาม กำลังซื้อในตลาดชะลอตัวลงอย่างชัดเจน อย่างภาคอสังหาฯ การเปิดตัวโครงการใหม่ลดลงทั้งอาคารชุดและบ้านพักอาศัย โดย 7 เดือนแรก มีการเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่าการเปิดตัวโครงการใหม่ลดลง 35%(YoY) และ 12%(YoY)? ตามลำดับ เนื่องจากผู้ประกอบการอสังหาฯ ชะลอแผนเปิดตัวโครงการใหม่ ตามภาวะเศรษฐกิจ และกำลังซื้อที่ชะลอตัว ในขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกรกฎาคม 2567 ตามรายงานของกระทรวงพาณิชย์ พบว่า อยู่ที่ 49.7 ต่ำกว่า 50 เป็นครั้งแรกในรอบ 19 เดือน ผนวกกับค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวลง อาจจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกของไทย ทำให้เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสามมีแนวโน้มทรงตัวเทียบกับครึ่งแรกของปี 2567 ดังนั้นการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ตามเป้าหมาย จำเป็นต้องกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ อาทิ การใช้มาตรการลดหย่อนภาษีจากการจับจ่ายใช้สอย เป็นต้น” ดารณีกล่าว
⦁เพิ่มสภาพคล่องการเงิน
ด้านของผู้ประกอบการในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน นั้น ดารณี ให้ความเห็นว่า ในระยะยาว ผู้ประกอบการในทุกภาคส่วนจำเป็นต้องพัฒนาองค์กรโดยการนำนวัตกรรมมาใช้ในการพัฒนาปรับปรุงสินค้าและบริการเพื่อตอบโจทย์กับความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งเป็นโจทย์ที่ผู้ประกอบการทุกคนต้องทำท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมๆ กับ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เข้ามามีบทบาทกับการใช้ชีวิตมากขึ้น
ส่วนระยะสั้นในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2567 ดารณีกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญคือ การเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน เพื่อลดความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ที่เกิดจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ที่เกิดจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะ เศรษฐกิจโลก ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมไปถึง การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่อาจจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา กับประเทศต่างๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะแนวทางการทำการค้ากับประเทศจีน ของสหรัฐอเมริกา เป็นต้น
“ภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย ยังเผชิญกับความเสี่ยงในหลายปัจจัย ภาคธุรกิจจำเป็นต้องบริหารจัดการองค์กรโดยคำนึงถึงสถานการณ์และผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อการวางแผนธุรกิจ โดยปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับภาคธุรกิจคือ สภาพคล่องทางการเงิน และฐานะการเงินที่แข็งแกร่งเพียงพอ ที่จะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงและความผันผวนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น” ดารณีกล่าวส่งท้าย


