เกษตรฯ เร่งช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย กำชับทุกหน่วยงานช่วยเหลือเร่งด่วน
เมื่อวันที่ 18 กันยายน นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม จนถึงปัจจุบัน มีพื้นที่ประสบภัยทั้งหมด 43 จังหวัด ยังคงมีสถานการณ์อยู่ 16 จังหวัด และกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว 27 จังหวัด
โดย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำชับให้ทุกหน่วยงานสังกัด กระทรวงเกษตรฯ เข้าไปดูแลพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ข้าว น้ำ อาหารการกิน อย่าให้ได้บกพร่อง และ นางนฤมล ได้กำชับให้ คณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ศูนย์ราชการในเครือ เข้าไปดูแลพี่น้องประชาชน แบบบริหารเชิงรุก โดยให้ใช้งบของหน่วยงานตนเองก่อน
นายเอกภาพ เผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการเร่งสำรวจความเสียหายภาคการเกษตร (ข้อมูล ณ วันที่ 17 กันยายน 2567) โดนจำแนกข้อมูลดังนี้
ด้านพืช มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ แบ่งเป็น ข้าว พืชไร่/พืชผัก และไม้ผลไม้ยืนต้น รวม 948,754.64 ไร่ เกษตรกร 153,565 ราย
ด้านประมง มีพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับผลกระทบ แบ่งเป็น บ่อปลา บ่อกุ้ง รวม 9,538.98 ไร่ กระชัง 81,005 ตารางเมตร เกษตรกร 9,805 ราย
ด้านปศุสัตว์ มีจำนวนสัตว์ที่ได้รับผลกระทบ แบ่งเป็น โค กระบือ สุกร แพะ/แกะ สัตว์ปีก รวม 3,568,339 ตัว เกษตรกร 60,578 ราย
ทั้งนี้ นายเอกภาพ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ความห่วงใยเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยจากอิทธิพลของพายุดีเปรสชัน “ยางิ” ในพื้นที่ภาคเหนือ และทั่วประเทศ ที่ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย โดยทางกระทรวงฯ ได้ให้ความช่วยเหลือเร่งด่วน
โดยมองถุงชีพให้แก่ประชาชนและเกษตรกรไปแล้ว จำนวน 5,205 ชุด และอาหารปรุงสุกพร้อมน้ำดื่ม 24,450 ชุด รวมทั้ง มอบหมายเจ้าหน้าที่ให้เร่งสำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือเฉพาะหน้าทันที (ข้อมูล ณ 17 ก.ย. 67) ประกอบด้วยการ สนับสนุนเครื่องสูบน้ำ 2,289 เครื่อง เครื่องผลักตันน้ำ 617 ในพื้นที่ประสบอุทกภัย โดยระดมเครื่องมือเครื่องจักรและเจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือในพื้นที่
รวมทั้ง การเตรียมเมล็ดพันธุ์พืชผักสำหรับแจกจ่ายให้แก่เกษตรกรหลังน้ำลด เช่น ผักบุ้ง คะน้า กวางตุ้ง ให้กับเกษตรกร 48,562 ราย 49,300 ของ และเตรียมหัวเชื้อราไตรโคเดอร์มา 7,560 ขวด และเชื้อราไตรโคเดอร์มาพร้อมใช้ 14,840 กิโลกรัม
และการให้ความช่วยเหลือด้านปศุสัตว์ อาทิ อพยพสัตว์ จำนวน 589,984 ตัว หญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน 522,203
กิโลกรัม ส่งเสริมสุขภาพสัตว์ (แร่ธาตุ/ยาปฏิชีวนะ วิตามิน) 22,742 ของ รักษาสัตว์ 7,275 ตัว ถุงยังชีพสัตว์ 165 พร้อมทั้งจัดตั้งสถานที่พักพิงสัตว์ชั่วคราว เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงปศุสัตว์ ปศุสัตว์ และสัตว์เลี้ยงของประชาชน โดยมีสัตว์แพทย์ และเจ้าหน้าที่ช่วยดูแลสุขภาพสัตว์ให้ด้วย
นอกจากนี้ นายเอกภาพ เผยว่า กระทรวงเกษตรฯ มีการส่งเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ รุ่น AS-350 และ Bell 407 และเครื่องบิน ชนิด CN 1 ลำ CASA 2 ลำ CN 235 1 ลำ เข้าช่วยเหลือพื้นที่ประสบอุทกภัย พร้อมไห้การสนับสนุนการปฏิบัติการของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกองบัญชาการกองทัพไทย ในการเข้าช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย
พร้อมจัดชุดเฉพาะกิจพร้อมเจ้าหน้าที่ รถยนต์ เรือตรวจการประมง ช่วยนำส่งเสบียงอาหารและน้ำดื่ม ช่วยวยอพยพยพประชาชนและผู้ป่วยออกจากพื้นที่ พร้อมทั้งสนับสนุนสถานที่ราชการเป็นที่พักพิงชั่วคราว เพื่อบรรเทาทุกข์ให้กับประชาชนและเกษตรกรที่ประสบปัญหาจากอุทกภัย โดยสามารถรองรับผู้ประสบภัยได้จำนวน 100 คน และที่จอดรถชั่วคราวจำนวน 200 คัน
ทั้งนี้ นายเอกภาพ กล่าวว่า สำหรับมาตรการให้ความช่วยหลังน้ำลดได้มึการเตรียมพร้อมมาตรการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำโดยให้กับเกษตรกรกรในเขตปฏิรูปที่ดินโดยใช้เงินกองทุนปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร ส่วนเพื่อที่นอกเขตจะมีการหารือในรายละเอียดอีกครั้งขณะเดียวกันยังจะมี การแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์พืชและพันธ์สัตว์ให้แก่แกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้หลังน้ำลดอย่างต่อเนื่องส่วนเกษตรกรนอกพื้นที่
ด้าน นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดหนองคาย ว่า จากสถานการณ์น้ำโขงที่เพิ่มสูงขึ้นในพื้นพื้นที่จังหวัดหนองคายที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทานได้มีมาตรการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ มีการเตรียมเครื่องมืองครื่องจักรเพื่อระบายน้ำ ซึ่งขณะนี้มีปริมาณน้ำลนตลิ่งเหลือเพียง 60 ชม. และมีแนวโน้มลดลงอย่างตอเนื่อง
นายธเนศร์ เผยว่า สำหรับมาตรการฟื้นฟูหลังน้ำลดในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ได้ถอดบทเรียนจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยจะปรับปรุงวิธีการดำเนินงานและบูรณาการร่วมกับหน่วยงานหลัก เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และลดผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด

