ทิสโก้ ชี้สหรัฐลดดอกเบี้ยแรงกว่าคาด อาจมีโอกาสหั่นลงอีก 0.50% ดันบาทแข็งค่า
เมื่อวันที่ 19 กันยายน นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่า จากกรณีธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติให้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงในอัตรา 0.50% สู่ระดับ 4.75-5.00% โดยเฟดไดัปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมากกว่าที่ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ รวมถึง Consensus คาดการณ์ไว้ว่าจะลดลงที่ระดับ 0.25% ซึ่งในรายงานผลการประชุมระบุว่า คณะกรรมการมีความมั่นใจมากขึ้นว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่เป้าหมายที่ 2% ได้อย่างยั่งยืน และมองว่าความเสี่ยงต่อการบรรลุเป้าหมายด้านการจ้างงานและเสถียรภาพด้านราคายังค่อนข้างสมดุล โดยถือเป็นการปรับลดลงในอัตราที่มากกว่าปกติ หลักๆ เพื่อหนุนตลาดแรงงานไม่ให้อ่อนตัวลงไปมากกว่านี้ (Preemptive Cut) เพราะตลาดแรงงานที่เคยตึงตัวมากในช่วงก่อนได้กลับเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้นแล้ว และอัตราการว่างงานไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่าเฟดประเมินไว้ที่ระดับ 4.4% โดยการปรับลดดอกเบี้ยของเฟด ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันด้วย ณ วันที่ 19 กันยายน 2567 อยู่ที่ระดับ 33.18 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
นายคมศร กล่าวว่า สำหรับในระยะต่อไป มองว่าเฟดจะกลับมาปรับลดดอกเบี้ยอีก 0.50% แบ่งเป็นเดือนพฤศจิกายน ลดอีก 0.25% และเดือนธันวาคมลงอีก 0.25% โดยในปี 2568 คาดว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ยได้อีกประมาณ 1-1.25% (100-125bps) โดยมองว่าในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ 1 ถึง 2 ครั้ง และมีแนวโน้มจะลดดอกเบี้ยเพียงไตรมาสละครั้งหลังจากนั้น
นายคมศร กล่าวว่า พิจารณาจากนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ระบุในแถลงการณ์หลังการประชุมว่า จะยังคงยึดหลักของข้อมูลที่เข้ามาเป็นสำคัญ (Data Dependent) และระบุต่อว่าเฟดไม่ได้ปรับดอกเบี้ยนโยบายช้าเกินไป (“We don’tthink we’re behind”) และเฟดเองมีความมุ่งมั่นที่จะไม่ปรับอัตราดอกเบี้ยให้ช้าจนเกินไปด้วย อีกทั้งยังคงย้ำว่าทางคณะกรรมการยังไม่เร่งรีบที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายหากอิงจาก Dot Plot หรือเครื่องมือประกอบการพิจารณาแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งสะท้อนว่าเฟดกำลังพยายามปรับลดความคาดหวังของตลาดที่มองว่า การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในครั้งถัดๆ ไป อาจเกิดขึ้นในอัตราที่มากกว่าปกติ หรือเกิน 0.50%

