เศรษฐพุฒิ ห่วงหนี้พุ่ง-ครัวเรือนเปราะบาง แต่หั่นดอกเบี้ยไม่เท่ากับลดภาระปชช.
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการธนาคารแห่งประเทศไทย ประจำปี 2567 หัวข้อ “หนี้: The Economics of Balancing Today and Tomorrow” ว่า หนี้ครัวเรือนช่วง 20 ปีที่ผ่านมาเพิ่มจาก 50% เป็น 90% ต่อจีดีพี ทำให้ภาวะการเงินของครัวเรือนไทยที่เปราะบางมากขึ้นเรื่อยๆ โดยในปัจจุบัน 38% ของคนไทยมีหนี้ในระบบ มีปริมาณหนี้เฉลี่ยคนละ 540,000 บาท และส่วนใหญ่มีหนี้ที่อาจไม่ก่อให้เกิดรายได้ (หนี้เสีย) ครัวเรือนบางกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย ที่ต้องก่อหนี้ในช่วงที่ขาดรายได้จากวิกฤตโควิด กำลังเริ่มมีปัญหาในการชำระหนี้เนื่องจากรายได้อาจยังไม่ฟื้นตัวดี มีเพียง 22% ของคนไทยที่มีเงินออมในระดับที่เพียงพอ และเพียง 16% ที่มีการออมเพื่อการเกษียณอายุ
นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ต้นต่อของปัญหาที่เกิดจากการตัดสินใจโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในระยะสั้นเป็นหลัก และไม่ได้ให้ความสำคัญกับต้นทุนที่เกิดขึ้นในอนาคตมากเท่าที่ควร ซึ่งเกิดขึ้นทั้งจากตัวบุคคลเอง และสภาพแวดล้อมด้วย โดยมาจากสถาบัน ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ที่ไม่เอื้อให้ปัจเจกคำนึงถึงผลประโยชน์ในอนาคตอย่างเพียงพอ ยกตัวอย่างจากปัญหาหนี้ 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ 2.ปัญหาหนี้ครัวเรือน เกิดจากการใช้จ่ายเกินตัว และเกิดจากการที่ประชาชนขาดรายได้ที่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ขาดระบบโครงข่ายรองรับทางสังคม (social safety net) ที่ดีพอ สถาบันการเงินไม่มีข้อมูลที่รอบด้านในการประเมินความเสี่ยงของผู้กู้อย่างเหมาะสม และ 3.ปัญหาการลงทุนต่ำของภาคธุรกิจ ทำให้ทั้งธุรกิจใหญ่ที่ไม่ต้องแข่งก็ชนะ และธุรกิจเล็กที่ไม่สามารถแข่งขันได้ขาดแรงจูงใจที่จะลงทุน รวมถึงนโยบายของรัฐที่เน้นการช่วยเหลือระยะสั้น แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน
นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ตัวอย่างของนโยบายในอดีตที่ให้น้ำหนักกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากเกินไป ซึ่งมีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่านโยบายเหล่านั้นอาจส่งผลต่อประเทศในระยะยาว อาทิ งานวิจัยของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ แสดงให้เห็นว่า นโยบายพักหนี้เกษตรกรในอดีตที่ทำในวงกว้าง ทำอย่างต่อเนื่องยาวนาน และไม่มีเงื่อนไขการรักษาวินัยทางการเงินที่ดี ส่งผลให้ลูกหนี้กว่า 60% มีโอกาสเป็นหนี้เรื้อรัง และกว่า 45% มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในทางกลับกัน นโยบายที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว ที่อาจต้องแลกมาด้วยต้นทุนในวันนี้ ก็เป็นไปได้ยากที่จะเกิดขึ้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ กำลังทำให้ประเทศเสียโอกาสที่จะพัฒนาศักยภาพ เสริมสร้างเสถียรภาพในระยะยาว ก่อให้เกิดปัญหาหนี้ที่แม้ไม่ใช่เรา แต่คนที่อยู่ในประเทศของเราต้องแบกรับในอนาคต
นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ธนาคารกลางทั่วโลก มีพันธกิจที่คล้ายคลึงกันคือ ไม่เพียงต้องการเห็นเศรษฐกิจขยายตัว แต่ต้องเสริมสร้างให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วย ซึ่งต้องอาศัยเสถียรภาพด้านราคาและเสถียรภาพระบบการเงินเป็นพื้นฐานสำคัญ ธนาคารกลางจึงถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการดำเนินนโยบายการเงินที่ต้องให้น้ำหนักกับเสถียรภาพในระยะยาว แม้การกระตุ้นเศรษฐกิจจะสามารถทำได้ผ่านการกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวได้รวดเร็วในระยะสั้น แต่มักต้องแลกมาด้วยภาวะเงินเฟ้อ และอาจเป็นการสะสมความเปราะบางในระบบเศรษฐกิจจากการก่อหนี้เกินตัวหรือพฤติกรรมเก็งกำไรของนักลงทุน ซึ่งจะฉุดรั้งการเติบโตในระยะยาวหรือนำไปสู่วิกฤตร้ายแรงได้
นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า หน้าที่ในการมองยาวของธนาคารกลาง จึงต้องมาพร้อมกับอิสระในการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุพันธกิจดังกล่าว หลายๆ ครั้งในการทำหน้าที่ของธนาคารกลางต้องดำเนินนโยบายในลักษณะที่สวนทางกับวัฏจักรเศรษฐกิจ ซึ่งกระทบต่อทุกภาคส่วนเป็นวงกว้าง ย่อมมีทั้งผู้ที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ หากธนาคารกลางไม่อิสระเพียงพอก็อาจทำให้เสียหลักการของการมองยาวได้
“ทุกขณะที่เราปล่อยผ่านปัญหาหนี้เหล่านี้ก็จะสะสม ฝังรากลึกขึ้น ทำให้ต้นทุนในการแก้ไขปัญหาสูงขึ้น การเริ่มตั้งแต่การตระหนักรู้ถึงปัญหา เป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไข ซึ่งไม่มีใครหรือหน่วยงานใดสามารถแก้ปัญหาหนี้ได้เพียงลำพัง หากแต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือประชาสังคม โดยอาจเริ่มจากสิ่งที่เราทำได้ คือการสำรวจและพยายามปรับพฤติกรรมที่ไม่คำนึงถึงอนาคตของตัวเอง ศึกษานโยบายต่างๆ และเรียกร้องผ่านกลไกประชาธิปไตยให้ผู้กำหนดนโยบายออกนโยบายที่คิดถึงผลระยะยาวต่อประเทศ” นายเศรษฐพุฒิ กล่าว
นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ในเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ต้องดูในภาพรวมเพราะว่ามีผลข้างเคียงอย่างไร ยกตัวอย่างหนี้ครัวเรือนก็มีหลากหลายกลุ่ม ยาที่จะใช้จึงต้องถูกจุด นำยาครอบจักรวาลอย่างเดียวมาใช้ไม่ได้ โดยการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐสหรัฐ (เฟด) ที่ปรับลดลง 0.50% ถือว่าเป็นระดับที่ไม่น้อย แต่เบื้องต้นตลาดตอบรับไปแล้วในช่วงคาดการณ์ก่อนหน้านี้ แต่ผลต่อประเทศไทยคือ การลดดอกเบี้ยทำให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงพอสมควร เงินในภูมิภาครวมถึงค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้น ช่องทางที่มีผลต่อไทยจึงเป็นเรื่องของตลาดเงินและฝั่งค่าเงิน ผลกระทบในแง่พันธบัตรรัฐบาลก็มีบ้าง แต่ผลกระทบในแง่เศรษฐกิจอาจไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้น อีกเรื่องที่ซ้ำเติมผลกระทบค่าเงินบาทแข็งคือ ราคาทองคำที่ดันตัวขึ้น ทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง (ออลไทม์ไฮ) โดยค่าเงินบาทถือเป็นสกุลเงินที่มีการเคลื่อนไหวที่ส่งผลต่อราคาทองคำ อ้างอิงไปด้วยกัน เมื่อทองขึ้น ค่าเงินบาทก็แข็งขึ้นซ้ำเติมด้วย
นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า การดำเนินนโยบายการเงินของไทย ต้องบอกว่า ธปท.เน้นดูแนวโน้มเศรษฐกิจว่าการเติบโตจะเข้าสู่ศักยภาพที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ เงินเฟ้อจะเข้าสู่กรอบเงินเฟ้อมากน้อยเท่าใด และเสถียรภาพทางด้านการเงินเป็นอย่างไร โดยเน้นพิจารณาใน 3 เรื่องนี้เป็นหลัก แต่หนีไม่พ้นการคำนึงถึงภาพรวม ทำให้เมื่อพวกธนาคารกลางยักษ์ใหญ่ของโลก มีการปรับเปลี่ยนนโยบายก็ส่งผลกระทบต่อภาพรวม ซึ่งจะมีนัยยะต่อประเด็นที่เราประเมินไว้ใน 3 เรื่องหลักนี้ ซึ่งแนวโน้มเรื่องเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และการเงิน ดูไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากที่คาดการณ์ไว้ โดยย้ำว่าการมองไปข้างหน้าถือว่าเป็นกรอบความคิดที่เหมาะสมและถูกต้องแล้ว เพราะเราเห็นว่าที่อื่นที่ไม่ได้มองแบบเดียวกันสร้างปัจจัยรบกวนมากกว่าการมองแนวโน้มในระยะข้างหน้า ซึ่งภาวะที่มีความไม่แน่นอนและมีความผันผวนเยอะมากอยู่แล้ว เราไม่ต้องการให้การคาดการณ์เกี่ยวกับนโยบายไปซ้ำเติมเพิ่มมากขึ้นอีก ทำให้การขยับตัวตามข้อมูลล่าสุดที่เกิดขึ้นจึงเป็นเป็นอะไรที่ไม่เหมาะสม ทั้งนี้ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งต่อไปยังเป็นไปตามกำหนดเดิม คือ วันที่ 16 ตุลาคม 2567 แต่หากมองว่ามีความจำเป็นที่ต้องประชุมเป็นพิเศษก็สามารถทำได้
“เรื่องภาระหนี้ถือเป็นเรื่องที่เรากังวลและเป็นห่วงมาก เราพยายามชั่งน้ำหนักทั้งสองส่วนอย่างเหมาะสม ทั้งการลดภาระหนี้ที่มีอยู่แล้ว รวมถึงการควบคุมหนี้ใหม่ไม่ให้ปรับขึ้นสูงรวดเร็วมากเกินไป เพราะในแง่เสถียรภาพคงไม่เหมาะสม แต่ก็ไม่ได้อยากเหยียบเบรกให้ปรับลดลงรวดเร็วรุนแรงเกินไปเพราะมีผลต่อเศรษฐกิจ โดยอยากฝากไว้ว่าการปรับลดดอกเบี้ย ผลที่จะส่งผลต่อภาระภาระหนี้ก็ไม่ได้เต็มที่ขนาดนั้น เพราะหนี้ในสัดส่วนไม่น้อยเป็นหนี้ที่มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้อยู่แล้ว ทำให้แม้มีมีการปรับลดดอกเบี้ยลง แต่อัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายรายเดือนของลูกหนี้ก็ไม่ได้ลดลงตาม การจะบอกว่าเมื่อมีการปรับดอกเบี้ยลงแล้ว ภาระหนี้ของทุกคนจะต้องปรับลดลงตามก็คงจะไม่ใช่” นายเศรษฐพุฒิ กล่าว
นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า การลดดอกเบี้ยของสหรัฐ ส่งผลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่าเพิ่มขึ้น ต้องบอกว่าเราก็ไม่ได้อยากเห็นค่าเงินที่ผันผวนมากขนาดนี้ การแข็งค่าในช่วงหลังถือว่าเกิดขึ้นค่อนข้างเร็ว โดยในภาพรวมปีนี้นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งเพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 3.4% ซึ่งก็มีประเทศที่แข็งมากกว่าเราด้วย อาทิ มาเลเซีย ทำให้ต้องดูที่มาของการแข่งขันว่าจากสาเหตุอะไร ซึ่งในกรณีนี้มาจากการอ่อนค่าลงของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เพราะมีการลดดอกเบี้ย ถือเป็นการปรับตามกลไกของตลาด สิ่งที่เราไม่อยากเห็นคือการเคลื่อนไหวที่เร็วของเงินบาท แต่ไม่ได้มาจากปัจจัยพื้นฐาน เป็นการเข้ามาเก็งกำไรของเม็ดเงินต่างชาติ จนเกิดความผันผวนที่ไม่ได้สะท้อนในเรื่องของพื้นฐานมากกว่า โดยภาพรวมของเงินทุนต่างชาติในปี 2567 นี้ ถือว่าถือว่าไหลออกน้อยกว่าปี 2566 ค่อนข้างมาก รวมถึงช่วงระยะหลังมีการไหลเข้ามาเพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากปัจจัยในประเทศไทยมีความชัดเจนมากขึ้น อาทิ เรื่องการเมือง
นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ในส่วนค่าเงินบาทส่งผลกระทบต่อการส่งออก มองว่าหากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าดี การส่งออกจะสามารถทำได้ดีตามไปด้วย ซึ่งปัจจัยเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าถือว่ามีผลมากกว่าการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทค่อนข้างมาก แต่ก็ยอมรับว่าส่งผลต่อการทำกำไรสินค้าส่งออกที่แปลงเป็นเงินบาทด้วย ทำให้หากนายพิชัย นริพทะพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ บอกว่าต้องการพบกับ ธปท. เพื่อหารือหลังเงินบาทแข็งค่าจนส่งผลกระทบอย่างหนักกับภาคการส่งออก ยืนยันว่าเราติดตามค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ผันผวนเกินไปอยู่แล้ว ส่วนกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นัดขอเข้าพบนั้น ธปท. ก็มีการหารือกับกระทรวงการคลังอยู่ตลอดอยู่แล้ว

