หน้าแรก เศรษฐกิจ ผู้ว่าแบงก์ชา...

ผู้ว่าแบงก์ชาติ เผยคนไทยเป็นหนี้ 5.4 แสนบ. แนะทุกภาคส่วนร่วมแก้ ลดดอกเบี้ยรอมติ กนง.

21.09.24 | 06:43 น.

ผู้ว่าแบงก์ชาติ เผยคนไทยเป็นหนี้ 5.4 แสนบ. แนะทุกภาคส่วนร่วมแก้ ลดดอกเบี้ยรอมติ กนง.

เมื่อวันที่ 20 กันยายน นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการธนาคารแห่งประเทศไทย ประจำปี 2567 หัวข้อ “หนี้: The Economics of Balancing Today and Tomorrow” ว่า หนี้ครัวเรือนช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เพิ่มจาก 50% เป็น 90% ต่อจีดีพี ทำให้ภาวะการเงินของครัวเรือนไทยเปราะบางมากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบัน 38% ของคนไทยมีหนี้ในระบบ มีปริมาณหนี้เฉลี่ยคนละ 540,000 บาท ส่วนใหญ่มีหนี้อาจไม่ก่อให้เกิดรายได้ (หนี้เสีย) ครัวเรือนบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย ต้องก่อหนี้ในช่วงขาดรายได้จากวิกฤตโควิด กำลังเริ่มมีปัญหาชำระหนี้ เนื่องจากรายได้อาจยังไม่ฟื้นตัวดี มีเพียง 22% ของคนไทยมีเงินออมในระดับเพียงพอ เพียง 16% มีการออมเพื่อการเกษียณอายุ

“ทุกขณะที่เราปล่อยผ่านปัญหาหนี้เหล่านี้จะสะสม ฝังรากลึกขึ้น ทำให้ต้นทุนในการแก้ไขปัญหาสูงขึ้น การเริ่มตั้งแต่การตระหนักรู้ถึงปัญหา เป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไข ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยอาจเริ่มจากสิ่งที่เราทำได้ คือการสำรวจ และพยายามปรับพฤติกรรมที่ไม่คำนึงถึงอนาคตของตัวเอง ศึกษานโยบายต่างๆ และเรียกร้องผ่านกลไกประชาธิปไตยให้ผู้กำหนดนโยบายออกนโยบายที่คิดถึงผลระยะยาวต่อประเทศ” นายเศรษฐพุฒิ กล่าว

นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า ธนาคารกลางทั่วโลกคล้ายกันคือไม่เพียงต้องการเห็นเศรษฐกิจขยายตัว แต่ต้องเสริมสร้างให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วย ต้องอาศัยเสถียรภาพด้านราคาและระบบการเงินเป็นพื้นฐานสำคัญ ธนาคารกลางจึงถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการดำเนินนโยบายการเงินต้องให้น้ำหนักกับเสถียรภาพในระยะยาว หน้าที่การมองยาวของธนาคารกลาง จึงต้องมาพร้อมกับอิสระในการดำเนินงาน เพื่อให้บรรลุพันธกิจดังกล่าว หลายครั้งการทำหน้าที่ของธนาคารกลาง ต้องดำเนินนโยบายในลักษณะสวนทางกับวัฏจักรเศรษฐกิจ กระทบต่อทุกภาคส่วนเป็นวงกว้าง ย่อมมีทั้งผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ หากธนาคารกลางไม่อิสระเพียงพอ อาจทำให้เสียหลักการของการมองยาวได้

นายเศรษฐพุฒิกล่าวอีกว่า เรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ต้องดูในภาพรวมว่ามีผลข้างเคียงอย่างไร ยกตัวอย่างหนี้ครัวเรือนมีหลายกลุ่ม ยาที่จะใช้จึงต้องถูกจุด นำยาครอบจักรวาลอย่างเดียวมาใช้ไม่ได้ โดยการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดลง 0.50% ถือว่าเป็นระดับไม่น้อย ผลกระทบต่อไทยคือค่าเงินบาทแข็ง แต่ผลกระทบในแง่เศรษฐกิจ อาจไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้น อีกเรื่องซ้ำเติมผลกระทบค่าเงินบาทแข็งคือราคาทองคำดันตัวขึ้น ทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง (ออลไทม์ไฮ) ค่าเงินบาทถือเป็นสกุลเงินที่มีการเคลื่อนไหวส่งผลต่อราคาทองคำ อ้างอิงไปด้วยกัน เมื่อทองขึ้นค่าเงินบาทก็แข็งขึ้นซ้ำเติมด้วย

Advertisement

นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า การดำเนินนโยบายการเงินของไทย ธปท.เน้นดูแนวโน้มเศรษฐกิจว่าการเติบโตจะเข้าสู่ศักยภาพคาดการณ์ไว้หรือไม่ เงินเฟ้อจะเข้าสู่กรอบเงินเฟ้อมากน้อยเท่าใด และเสถียรภาพทางด้านการเงินเป็นอย่างไร แต่หนีไม่พ้นการคำนึงถึงภาพรวม ทำให้เมื่อธนาคารกลางยักษ์ใหญ่ของโลก มีการปรับเปลี่ยนนโยบายก็ส่งผลกระทบต่อภาพรวม จะมีนัยยะต่อประเด็นที่เราประเมินไว้ใน 3 เรื่องหลักนี้ แต่ดูไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากคาดการณ์ไว้ โดยการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งต่อไปยังเป็นไปตามกำหนดเดิมคือ วันที่ 16 ตุลาคม 2567 แต่หากมองว่าจำเป็นต้องประชุมเป็นพิเศษก็สามารถทำได้

“การลดดอกเบี้ยของสหรัฐ ส่งผลต่อค่าเงินบาทแข็งค่าเพิ่มขึ้น ต้องบอกว่าเราก็ไม่ได้อยากเห็นค่าเงินผันผวนมากขนาดนี้ การแข็งค่าในช่วงหลังถือว่าเกิดขึ้นค่อนข้างเร็ว นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ค่าเงินบาทแข็งขึ้นแล้ว 3.4% สิ่งที่ไม่อยากเห็นคือการเคลื่อนไหวเร็วของเงินบาท แต่ไม่ได้มาจากปัจจัยพื้นฐาน เป็นการเข้ามาเก็งกำไรของเม็ดเงินต่างชาติ จนเกิดความผันผวนมากกว่า ส่งผลกระทบต่อการส่งออก มองว่าหากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าดี การส่งออกจะสามารถทำได้ดีตามไปด้วย ถือว่ามีผลมากกว่าการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทสูง แต่ยอมรับว่าส่งผลต่อการทำกำไรสินค้า หากนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ต้องการพบ ธปท.เพื่อหารือหลังเงินบาทแข็งค่าจนส่งผลกระทบอย่างหนักกับภาคการส่งออก ยืนยันว่าติดตามค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ผันผวนเกินไปอยู่แล้ว ส่วนกรณีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนัดขอเข้าพบนั้น ธปท.ก็หารือกับกระทรวงการคลังอยู่ตลอดอยู่แล้ว ” นายเศรษฐพุฒิ กล่าว

ความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางจากหลายประเทศต่อกรณีเฟดประกาศลดดอกเบี้ย 0.5% เป็นการลดครั้งแรกในรอบ 4 ปี สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ได้ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไว้ที่ 0.25% เช่นเดียวกับธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อไปที่ 5% ตามที่มีการคาดการณ์ไว้

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ราคาทองคำที่มีการซื้อขายในตลาดเมื่อวันที่ 20 กันยายนนี้ พุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่มากกว่า 2,609 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เนื่องจากแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงของสหรัฐ ที่ช่วยกระตุ้นความต้องการถือครองโลหะมีค่านี้ โดยราคาทองคำพุ่งขึ้นไปแตะที่ 2,609.74 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ 2 วันหลังจากเฟดได้ลดอัตราดอกเบี้ยลงแรงถึง 0.50% นับเป็นการลดอัตราดอกเบี้ยลงครั้งแรกของเฟดนับจากเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และยังมีสัญญาณบ่งชี้ว่าอาจะมีการหั่นอัตราดอกเบี้ยลงอีก