“อรัญญิก” ชื่อตลาดท้องถิ่นใน จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งคนส่วนใหญ่เมื่อได้ยินแล้วจะนึกถึง “มีดอรัญญิก” ของดีแต่โบราณที่ได้รับการสืบทอดจากช่างตีเหล็กเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันได้มีการพัฒนาออกแบบเป็นข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ซึ่งเป็นการปรับตัวตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป
หนึ่งในผู้ประกอบการที่โดดเด่นและยืนหยัดสร้างธุรกิจมาถึงปัจจุบัน
พสิษฐ์ นาคะบุตร ผู้ก่อตั้งบริษัท โพธิ์ทองอรัญญิก แฮนด์ดิเวอร์ค จำกัด ภายใต้แบรนด์ “โพธิ์ทองอรัญญิก” ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องใช้สเตนเลส คุณภาพระดับพรีเมียม ที่ได้ทำธุรกิจนี้มานานร่วม 2 ทศวรรษ
พสิษฐ์เล่าย้อนที่มาการยึดอาชีพนี้ เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว เขาตัดสินใจออกมาจากการทำงานรัฐวิสาหกิจเพื่อมาสานต่อกิจการทำมีดของที่บ้าน ตั้งแต่รุ่นคุณพ่อคุณแม่ ด้วยความตั้งใจที่ต้องการสืบสานวัฒนธรรมการทำมีดของชุมชนอรัญญิกจากคุณพ่อคุณแม่ ที่ทำมีดขายเป็นกิจการเล็กๆ ของชาวบ้าน “บ้านต้นโพธิ์” ที่จะตื่นเช้ามาทำมีด พอช่วงบ่ายก็นำไปขาย เต็มที่ต่อวัน 10-20 เล่มต่อครัวเรือน รวมตัวทั้งหมู่บ้านกว่า 100 หลังคาเรือน นำไปขายที่ตลาดอรัญญิก

แต่ด้วยความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงเปลี่ยนถ่ายระหว่างมีดเหล็กกับมีดสเตนเลส บริษัทมองว่าข้อดีของสเตนเลส ทั้งเรื่องปลอดสารตกค้าง ดีต่อสุขภาพ และไม่ขึ้นสนิม ที่สำคัญยังสามารถนำไปผลิตเป็นของใช้อื่นๆ ได้อีกมาก จึงตัดสินใจปรับทิศทางโดยหันมาผลิตสินค้าจากสเตนเลสเป็นหลัก
ปัจจุบันภายใต้โพธิ์ทองอรัญญิกมีสินค้า 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร (Tableware) ช้อน ส้อม มีด 2.งานภาชนะ (Hollowware) เช่น ชามสลัด ถังแช่ไวน์ เหยือกน้ำ ฯลฯ 3.ของฝาก ของขวัญ ของที่ระลึก ตามเทศกาลต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ช่วงหลายปีหลังที่ผ่านมา ด้วยสงครามราคาที่รุนแรงจากสินค้าจีนที่เข้ามาตีตลาด ทั้งกระหน่ำซ้ำเติมด้วยสถานการณ์โควิด จึงทำให้ออเดอร์ที่เคยมีต่อเดือนกว่า 7-8 แสนบาท หายวับไปกับตา ส่งผลให้บริษัทผู้ผลิตมีด รวมถึงเครื่องใช้สเตนเลสในชุมชนอรัญญิกล้มหายตายจากเป็นจำนวนมาก จนปัจจุบันเรียกว่า “โพธิ์ทองอรัญญิก” ถือเป็นแบรนด์เดียวที่ยังคงเหลือรอดอยู่
“สิ่งที่ทำให้เราฝ่าฟันมาได้ คือ ความซื่อสัตย์ที่เรามีต่อลูกค้า รวมถึงการยืนหยัดเรื่องคุณภาพ ไม่ลดคุณภาพ เพื่อไปต่อสู้ในสมรภูมิ Red Ocean ซึ่งเป็นคีย์ซัคเซสที่ทำให้เราสามารถยืนอยู่ได้ในระยะยาว” พสิษฐ์ย้ำจุดยืน
อีกปัจจัยหลักที่ทำให้โพธิ์ทองอรัญญิกสามารถผ่านพ้นวิกฤตในช่วงโควิดมาได้ มาจากช่วงก่อนโควิด ที่ได้เข้าไปเปิดช่องทางขายใน “โฮมโปร” ซึ่งช่วงโควิด โฮมโปรเน้นโปรโมตช่องทางออนไลน์มากขึ้น ทำให้บริษัทยังพอได้ออเดอร์เข้ามา และช่วงประคองยอดขายในช่วงโควิดได้บางส่วน
“ช่วงโควิดเราต้องควักเนื้อตัวเองทุกเดือน สิ่งที่ทำได้คือ เน้นดูแลลูกน้อง ส่วนใหญ่เป็นแรงงานฝีมือ ซึ่งไม่สามารถหามาใหม่ได้ง่ายๆ รวมถึงพนักงานทุกคน ให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากมาด้วยกัน”

สิ่งที่ “พสิษฐ์” ย้ำเวลาเจอปัญหาคือ วิเคราะห์ว่าปัญหาเกิดจากอะไร ไม่ใช่โยนปัญหาไปให้ใคร แต่ค่อยๆ แก้ไปทีละอย่าง ถ้าแก้ไม่ได้ ก็หาทางผ่อนจากหนักเป็นเบา สิ่งสำคัญคือ ต้องไม่ท้อ คือมันท้อไม่ได้ ถ้าท้อคงไม่สามารถมายืนจนถึงวันนี้ได้ ถ้าท้อช่วงโควิด กิจการคงจะต้องปิดตัวไปแล้ว
ถึงปัจจุบัน พสิษฐ์ยอมรับว่า ยอดขายยังไม่กลับมาก่อนช่วงโควิด อยู่ที่ประมาณ 2-3 แสนต่อเดือน ยังอยู่ในช่วงประคับประคอง แต่ปีหน้า 2568 ตั้งเป้าจะกลับมา ซึ่งต้องดูภาวะเศรษฐกิจและมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล ที่จะออกมาช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs เพิ่มเติม
พสิษฐ์กล่าวถึงอนาคต ภารกิจสำคัญจากนี้เพื่อพลิกฟื้นธุรกิจ คือ เน้นสร้างแบรนด์ จาก 20 ปีที่ผ่านมา ยังไม่มีการติดชื่อแบรนด์เข้าไปในตัวผลิตภัณฑ์ เนื่องจากที่ผ่านมาธุรกิจเน้น OEM เป็นหลัก พร้อมกันนี้ ยังเดินหน้าสื่อสารข้อดีของสินค้าที่ทำจากสเตนเลส ทั้งความคุ้มค่าคุ้มราคา คงทน ใช้งานได้นาน มากกว่านั้นยังมีความปลอดภัย เพราะไม่มีสารตกค้าง ตอบโจทย์คนที่ชื่นชอบสินค้าที่มีคุณภาพ ดีต่อสุขภาพ มีดีไซน์ และมีเอกลักษณ์
“จากนี้เราจะมุ่งมั่นสร้างแบรนด์ ต้องขายสินค้าด้วยแบรนด์ของเรา เพราะถ้า OEM (รับจ้างผลิต) ไปเรื่อยๆ ก็ไม่มีใครรู้จัก เป็นความยั่งยืนในอนาคต ระยะยาว รวมถึงเพื่อการส่งออกในอนาคตเช่นเดียวกับโลโก้ ที่ต้องมีการปรับ ที่เมื่อเห็นแล้วก็จะรู้ว่าเป็นสินค้าของโพธิ์ทองอรัญญิก”
ดังนั้น พสิษฐ์เร่งการออกแบบชื่อแบรนด์และโลโก้โพธิ์ทองอรัญญิก ให้แล้วเสร็จภายในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 และนำไปจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ ในช่วงไตรมาสที่ 2 ปีเดียวกัน จากนั้นจะเริ่มทำตลาดในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2568 โดยมองโอกาสทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับต่างประเทศ จะมุ่งเพิ่มออเดอร์โดยเปิดช่องทางติดต่อทางโซเชียลเพื่อสื่อสารกับต่างประเทศมากขึ้น ส่วนเป้าหมายในประเทศ ระยะสั้น 3 ปี จะมุ่งแตกไลน์สินค้าเจาะ 2 เซ็กเมนต์ ได้แก่ 1.กลุ่มคนหนุ่มสาวและวัยทำงาน 2.กลุ่มผู้สูงอายุ โดยออกแบบสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของคน 2 กลุ่มนี้เป็นหลัก
“ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ต้องการสินค้าที่เบาๆ จับถนัดมือ เพราะบางท่านสูงอายุแล้วมือสั่น ขณะที่คนหนุ่มสาว วัยทำงาน จะชื่นชอบงานดีไซน์ ทำให้การพัฒนาดีไซน์จากนี้จะเจาะไปที่คนหนุ่มสาว และวัยทำงานเป็นหลัก จากเดิมเน้นออกแบบทั่วๆ ไปไม่ได้แบ่งกลุ่ม”
จากนั้น แผนในอนาคต เตรียมขยายไปที่กลุ่มเด็กเล็ก เช่น ช้อนสำหรับชงนม ช้อนป้อนข้าวเด็ก รวมถึงเด็กในวัยเรียน รวมถึงกลุ่มอื่นๆ ตามความต้องการของตลาด อีกกลุ่มที่มีโอกาสอีกกลุ่ม คือ ของตกแต่ง ซึ่งหัวใจหลักอยู่ที่ดีไซน์ เนื่องจากเทรนด์มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อนาคตอาจต้องหาทีมงานออกแบบดีไซน์เพิ่มเติม นอกจากนี้ ยังมีโอกาสในกลุ่มของฝาก ของที่ระลึก ในเทศกาลต่างๆ โดยจะเจาะเข้าไปตามหน่วยงานต่างๆ รวมถึงของที่ระลึกในงานบวช งานมงคลสมรส และงานอื่นๆ เป็นต้น
“แผนจากนี้ เราจะซอยกลุ่มย่อยไปเรื่อยๆ มีการโฟกัสที่ชัดเจนมากขึ้น เพราะผลิตภัณฑ์ชิ้นเดียวไม่ได้ตอบโจทย์ทั้งหมดทุกวัย ใน 3 ปีแรกจากนี้ จะเห็นชัดเจนในกลุ่มคนหนุ่มสาว วัยทำงาน และกลุ่มผู้สูงอายุ”
นอกจากเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์แล้ว บริษัทยังมองการขยายช่องทางใหม่ๆ โดยเฉพาะออนไลน์ จากนี้จะเน้นมากขึ้น นอกจากช่องทางขายออนไลน์ของบริษัทแล้ว จะเพิ่มน้ำหนักแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ทั้งช้อปปี้ ลาซาด้า เป็นต้น
ทุกวันนี้เรื่องการบริหารการเงิน ถือเป็นหัวใจสำคัญของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและรายย่อย (SMEs) นั้น

“พสิษฐ์” เล่าว่า ที่ผ่านมาเวลามีออเดอร์ใหญ่เข้ามา สภาพคล่องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ย้อนกลับไปเงินกู้ก้อนแรก บริษัทได้มีการขอสินเชื่อธนาคาร เพื่อนำมาเป็นเงินทุนหมุนเวียนจากออเดอร์ที่เข้ามา ขณะนั้นด้วยหลักทรัพย์ค้ำประกันที่ไม่เพียงพอ ธนาคารจึงแนะนำให้ใช้ บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม) ทำให้บริษัทสามารถได้เงินกู้ที่เพียงพอในการต่อยอดธุรกิจ
ในฐานะผู้ประกอบการ SMEs สินค้าท้องถิ่นในชุมชน เขามองว่าเรื่องการตลาดและการขายเป็นหัวใจสำคัญ ทำอย่างไรให้คนรู้จักสินค้าได้มากขึ้น เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการรายเล็กๆ ไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง ต้องอาศัยหน่วยงานภาครัฐที่ให้การสนับสนุน
พสิษฐ์กล่าวว่า “อยากเห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ยังขาดเงินทุนกันเยอะมาก ที่สำคัญตอนนี้สินค้าจีน เราไม่ได้กลัวเรื่องราคา แต่กลัวเรื่องคุณภาพกับการควบคุม ภาครัฐต้องเข้าไปดูว่าของถูกแล้วดีต่อสุขภาพ ดีต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ของพวกนี้มีผลกระทบอย่างไร รัฐบาลต้องต่อต้านสิ่งที่ไม่มีคุณภาพ อะไรที่ไม่ดีสำหรับคนไทย ต้องสร้างมาตรการกีดกันทางการค้า”

อีกเรื่องที่ “พสิษฐ์” มองว่าเป็นโจทย์หลักคือ คำว่า “อรัญญิก” ที่คนยังมองแค่มีด แต่ปัจจุบันยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ อยากสร้างความเข้าใจใหม่ว่า เมื่อมาที่ “อรัญญิก” ไม่ได้มีแค่มีดอย่างเดียว แต่ยังมีช้อน เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร สเตนเลส รวมถึงอาหาร เสื้อผ้า ผลผลิตทางการเกษตร เป็นต้น
“ไม่ใช่แค่อรัญญิก แต่โมเดลนี้ใช้ได้ทุกจังหวัด ตลาด ชุมชน ถิ่นที่อยู่ต่างๆ สินค้าท้องถิ่น มีผลิตภัณฑ์อะไรดังๆ ที่ภาครัฐสามารถช่วยโปรโมต ส่งเสริม ผ่านสื่อต่างๆ จะช่วยปลุกยักษ์ที่หลับใหลให้ตื่นขึ้นได้”
อีกหนึ่งตัวอย่างของธุรกิจ ที่ไม่ยอมแพ้ต่อมหันตภัยพายุ!!!

