หมายเหตุ – เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงาน “วิศวจุฬาฯชวนคิด ก่อนคิด Share” โดยเสวนาวิชาการเรื่อง “โรงไฟฟ้าถ่านหิน”
สมศักดิ์ สายสินธุ์ชัย
อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พลังงานถ่านหินไม่น่ากลัว อย่างที่ฝรั่งเศสมีการขนถ่านจากเยอรมนี ผ่านแม่น้ำไรน์ไปยังโรงไฟฟ้าในกรุงปารีส ที่เยอรมนีเองก็มีโรงไฟฟ้าขนาด 2,000 เมกะวัตต์ อยู่กลางเมือง ติดแม่น้ำ ส่วนประเทศญี่ปุ่นมีโรงไฟฟ้าขนาด 4,000 เมกะวัตต์ โดยการถมทะเลเพื่อขยายพื้นที่ อยากให้ อ.แม่เมาะ เกิดภาพแบบที่เมืองอิบารากิ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเหมือนที่ญี่ปุ่น ส่วนที่มาเลเซียมีโรงไฟฟ้าขนาด 1,400 เมกะวัตต์ อยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำ ยาวประมาณ 4-5 กิโลเมตร คิดว่าทำไมเมืองไทยทำไม่ได้ แต่มาเลเซียทำได้
การเผาถ่านหินมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง การเผาที่อุณหภูมิและความดันที่แตกต่างกันจะสร้างมลพิษต่างๆ กัน เทคโนโลยีล่าสุดที่เราใช้กัน อัลตรา ซุปเปอร์ คริติคอล เป็นการเผาที่อุณหภูมิและความดันสูงขึ้น ทำให้มลพิษน้อยลงๆ ไม่น่ากลัวเหมือนภาพในอดีต
ถามว่าถ่านหินมั่นคงอย่างไร คือ ราคาถูก ประเทศไทยเรายังไม่ร่ำรวยเหมือนเยอรมนี ที่นั่นกิโลวัตต์ละ 10 กว่าบาท ในอาเซียนเราใช้ถ่านหินน้อยมากถ้าเทียบกับเพื่อนบ้าน เหตุผล 5 ข้อที่ไทยต้องใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด คือ 1.มีความมั่นคง เป็นโรงไฟฟ้าหลักที่เดินเครื่องได้ 24 ชั่วโมง สร้างเสถียรภาพให้ระบบได้ 2.กระจายแหล่งเชื้อเพลิง ลดความเสี่ยงของการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติที่สูงมากในปัจจุบัน 3.ราคาต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ค่อนข้างต่ำไม่เป็นภาระของประชาชน 4.ทำให้ศักยภาพการแข่งขันของประเทศดีขึ้น 5.ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น ทำให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ส่วนเหตุผลที่ต้องสร้างในพื้นที่ภาคใต้ คือ 1.เป็นโรงไฟฟ้าหลัก (โรงไฟฟ้าฐาน) เสริมความมั่นคงการใช้พลังงานทดแทนและส่วนควบคุมค่าไฟฟ้า 2.กระจายความเสี่ยงเชื้อเพลิงในระยะยาว 3.เพิ่มความมั่นคงระบบไฟฟ้าในพื้นที่ 4.ลดความสูญเสียในระบบส่งระยะทางไกล 5.เทคโนโลยีทันสมัย ควบคุมมลภาวะอย่างปลอดภัยต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
สุธา ขาวเธียร
ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการสารและของเสียอันตราย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ เป็นเครื่องมืออันหนึ่ง แม้จะเป็นเครื่องมือที่ดีแต่ก็ไม่ได้การันตีว่าจะประสบความสำเร็จ
อีไอเอเป็นการคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ถ้าเป็นโครงการที่ไม่เคยมีโครงการมาเลยจะคาดการณ์บนพื้นฐานที่พอจะหาได้ คาดการณ์ทั้งผลทางบวกและทางลบ จุดอ่อนของพวกเราในสังคมปัจจุบันคือ เข้าใจว่าทำ แล้วโครงการนี้จะเกิดหรือไม่เดิน ในอีไอเอจะมีมาตรการจัดการสิ่งที่จะเกิดขึ้น จะเอาไปผนวกกับเอกสารโครงการ
การมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นประเด็นหลักที่มองว่าเป็นปัญหาในปัจจุบัน ที่มองว่าการมีส่วนร่วมนั่นไม่โปร่งใส ผมพูดเสมอ คือ มันเป็นสื่อกลางสองทาง จริงๆ แล้วอีไอเอต้องทำอย่างน้อย 2 ครั้ง โครงการขนาดใหญ่กับขนาดเล็กก็ไม่เท่ากัน ในเมื่อเราเริ่มต้นมานับหนึ่งใหม่ในกรณีมีข้อสั่งการให้ยกเลิกอีไอเอ ต้องให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
ข้อจำกัดของการพิจารณาอีไอเอในประเทศไทย คือ พิจารณารายโครงการและใช้เวลานาน การที่ใช้เวลานาน กฎหมายเปลี่ยน ความคิดเห็นเปลี่ยน โจทย์เปลี่ยน หรือแม้แต่สิ่งแวดล้อมรอบโครงการก็เปลี่ยน ฉะนั้นพวกนี้ไม่ใช่เรื่องนิ่ง ต้องอัพเดตข้อมูลสม่ำเสมอ เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน เราต้องรับฟังซึ่งกันและกัน ถ้าทำอีไอเอใหม่ ต้องเริ่มที่กำหนดขอบเขตการศึกษา ที่ทุกคนจะมีส่วนร่วมกัน ส่วนเรื่องการพิจารณาทางเลือก ผมคิดว่าในทางวิศวกรรม สิ่งที่เราดำเนินการอยู่ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเลย แต่เรื่องที่ถูกไม่ใช่เรื่องที่ถูกทำ เราควรรับฟัง และเปิดทางเลือกในการศึกษาออกมาให้เห็นตัวเลขชัดเจน สิ่งที่ปรากฏในความเห็นของประชากร การมีส่วนร่วมโปร่งใสหรือไม่ และการมีเครื่องมือสำหรับจัดการสิ่งแวดล้อมชนิดหนึ่ง ถ้าเรามีเครื่องมือแล้วใช้ไม่ถูกกฎค่อนข้างลำบาก
ในฐานะนักวิชาการ การพัฒนาจากการทำอีไอเอ มองว่าเป็นเรื่องปกติ เราประมาณคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แล้วหาแนวทางป้องกัน แก้ไข ติดตาม ตรวจสอบ หากยังไม่เป็นที่พอใจก็ชะลอ แก้ไข รอให้มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาดู นั่นแสดงว่าผลการศึกษาอีไอเอยังสื่อไปไม่ชัดเจน ต้องมาเริ่มต้นกันใหม่
เราอาจจะมีแนวคิดอื่นๆ ตอนนี้เราเหมือนเริ่มต้นใหม่ อาจจะมองว่าการกำหนดแผนนโยบายต้องคิดถึงสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้น ซึ่งควรมีคนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น
กุลยศ อุดมวงศ์เสรี
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้าของไทยเติบโตขึ้นปีละ 4% แต่ในอนาคตไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเพิ่มขึ้นเท่าใด ภาครัฐจึงพิจารณาสร้างโรงไฟฟ้าฐาน ภาคใต้เป็นทางเลือกแรกๆ ในการสร้าง ด้วยลักษณะทางกายภาพที่เป็นลักษณะภูมิประเทศยาว การสร้างสายส่งไฟฟ้าไปจากภาคกลางจะมีข้อจำกัดมากกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้เอง แต่ถ้าไม่เอาถ่านหิน ถ้าดูข้อมูลเฉพาะภาคใต้ ปัจจุบัน อาจไม่ต้องเร่งสร้างในวันนี้หรือพรุ่งนี้ แต่กระบวนการการสร้างโรงไฟฟ้าต้องอาศัยเวลา หากต้องการอีก 5 ปีข้างหน้า อาจต้องสร้างภายใน 1-2 ปี
เราต้องกลับมาดูว่า หากจะสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ ทางเลือกมีอะไรบ้าง ถามว่าก๊าซธรรมชาติรับได้หรือเปล่า แต่ทุกทางเลือกมีทั้งข้อดีข้อเสีย ถ้าเราอยากเน้นการกระจายเชื้อเพลิงอาจต้องหนีจากก๊าซธรรมชาติ
ตอนนี้ประเทศไทยมีจำนวนโรงไฟฟ้าที่มีพลังงานเหลือ 40% แต่ถ้าไม่มีพลังงานสำหรับป้อนโรงไฟฟ้าเหล่านั้นไฟฟ้ามาจากไหน
นิวเคลียร์ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่คงต้องดีเบตเพิ่มมากกว่าถ่านหินอีกมาก ถ้าเป็นพลังงานหมุนเวียนอาจเป็นทางเลือกที่ดี ภาครัฐก็พร้อมสนับสนุน แต่ไม่แน่ใจว่าด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน พลังงานหมุนเวียนเพียงพอจะเป็นโรงไฟฟ้าฐานหรือยัง อย่างที่ จ.กระบี่ มีผลผลิตปาล์มมาก น้ำเสียจากโรงปาล์มเอามาผลิตไฟฟ้าได้ 8 เมกะวัตต์/ปี ปัจจุบันเรามีโรงปาล์มทิ้งน้ำเสียให้โรงไฟฟ้าตลอดทั้งปีหรือไม่ แต่จะมีข้อจำกัดคือจะบริหารจัดการอย่างไรในช่วงที่ไม่มีปาล์ม
โรงไฟฟ้าชีวมวล ถ้าเอากะลาปาล์มมาเผาคือจะหาปาล์มได้ทั้งปีหรือเปล่า ระหว่างขนส่งจะเกิดปัญหาอย่างอื่นไหม หรือเอาน้ำมันปาล์มโดยตรง แต่ถามว่าในช่วงที่น้ำมันปาล์มราคาขึ้น กระทบต้นทุนการผลิตไฟฟ้าหรือเปล่า การเลือกทางใดทางหนึ่ง เรายอมรับผลกระทบหรือความเสี่ยงของทางเลือกนั้นได้หรือไม่ ถ้าจำเป็นต้องเลือกจริงๆ เช่น ถ่านหิน เราจะจัดการมลพิษ ให้ความรู้กับประชาชนอย่างไร
เราคงไม่พูดว่าจะสร้างหรือไม่สร้าง แต่ถ้าสร้างแล้วทางเลือกไหนจะมีประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด เพราะยิ่งยื้อเวลาไปก็มีต้นทุนของเวลาเหมือนกัน
กำลังผลิตสำรองสูงถึง 40% ต้นปี 2559 เรามีโรงไฟฟ้าหงสา สปป.ลาว เพิ่มเข้ามา รวมๆ ช่วงนี้กำลังผลิตสำรอง 40% แล้ว แต่ในอนาคต การสร้างเพิ่มเติมเป็นสิ่งจำเป็นไหม? ถ้าความต้องการใช้ไฟฟ้าไม่เพิ่มในอนาคต นั่นหมายความว่าสถานการณ์ตรงนี้ยังอยู่ โรงไฟฟ้าก็ไม่จำเป็น แต่ถ้าการใช้ไฟฟ้าไม่เพิ่ม เศรษฐกิจก็ไม่โต สำหรับภาคใต้ ตั้งแต่ปี 2549-58 เฉลี่ยแล้วความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด โตร้อยละ 6.74 ต่อปี หมายความว่าถ้ายังมีความต้องการโตขึ้นเรื่อยๆ สักวันเราต้องหาไปเพิ่มเติมให้ และถ้าเราจะหา ทางเลือกไหนที่ควรจะเป็น
ทำไมเราต้องสร้างโรงไฟฟ้าขนาด 800 เมกะวัตต์ ที่ จ.กระบี่ เป็นเรื่องของนโยบายสาธารณะ ไม่ว่าโรงไฟฟ้าจะตั้งอยู่ที่ไหน ก็มีความต้องการเสริมความต้องการและจ่ายการใช้ไฟฟ้าของประเทศ เราไม่ได้สร้างที่กระบี่เพื่อจังหวัดเดียว ประเทศไทยมีเทคโนโลยีในการกำจัดมลพิษ ต้องใช้เครื่องมือให้ถูกต้อง และต้องมีการมีส่วนร่วมของประชาชน เราต้องใช้หลักวิชาการที่เราควรต้องใช้ในการวิเคราะห์ ส่วนเรื่องความเชื่อส่วนบุคคลต้องดูอีกว่าความเชื่อไหนถูกต้องตามหลักวิชาการ
ปัจจุบัน ไทยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า ปีที่แล้วใช้ 63% ถัดมาคือถ่านหินลิกไนต์ที่ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ถัดมาเป็นถ่านหินที่ จ.ระยอง ที่เหลือก็ลดหลั่นกันไป และมีการซื้อไฟจากต่างประเทศ คือ สปป.ลาวเป็นหลัก ส่วนพลังงานหมุนเวียนประมาณ 6%
จากแผนของกระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯต้องการให้เป็น เราพึ่งพิงก๊าซธรรมชาติอย่างมากในปัจจุบัน อาจมีความเสี่ยงในอนาคตเพราะปริมาณที่น้อยลง ต้องเพิ่มเชื้อเพลิงอื่นๆ แต่ถ้าสถานการณ์โลกเปลี่ยนไป แผนก็เปลี่ยนได้ นโยบายของชาติก็เปลี่ยน ปรับแผนให้เหมาะกับความเป็นจริง
ปัจจุบัน ก๊าซที่พึ่งพากว่า 60% มีการจัดหามาจาก 3 แหล่ง 1.อ่าวไทย ไปยังโรงไฟฟ้าภาคตะวันออกหลัก 2.พม่ามี 3 แหล่ง ไปโรงไฟฟ้าฝั่งตะวันตก และ 3.แหล่งก๊าซที่อยู่ระหว่างไทย-มาเลเซีย ฉีดเข้าภาคใต้ ยังมีการนำเข้าจากต่างประเทศ

