นางดวงมน จึงเสถียรทรัพย์ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ตามที่ปรากฏข่าวราชกิจจานุเบกษาได้ลงประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่า มีประกาศการเลิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัท 13 แห่งนั้น ก.ล.ต.ขอแจ้งว่า ทั้ง 13 บริษัทยังคงมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่ การประกาศเลิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวเป็นการเลิกเพื่อโอนย้ายจากกองทุนนายจ้างเดียวที่มีนโยบายการลงทุนเพียงนโยบายเดียว ไปยังกองทุนใหม่ที่ร่วมกันหลายนายจ้างที่มีหลายนโยบายการลงทุน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นความประสงค์ของบริษัทนายจ้างที่ต้องการให้ลูกจ้างของตน (สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) มีทางเลือกในการลงทุนเพื่อชีวิตวัยเกษียณเพิ่มมากขึ้น ประหยัดค่าใช้จ่ายและเพิ่มความคล่องตัวในการจัดการกองทุน
“การออกประกาศเลิกกองทุนเป็นขั้นตอนปกติของ พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ โดย ก.ล.ต. ในฐานะนายทะเบียนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะรวบรวมเรื่องการขอเลิกกองที่เกิดขึ้นในแต่ละปี และออกประกาศในคราวเดียวกัน สำหรับการเลิกกองแบบ single fund(กองที่มีนายจ้างรายเดียว จดทะเบียนตั้งกองของบริษัทตัวเอง) เพื่อย้ายไปสู่ master pooled fund (กองที่มีหลายนายจ้างเข้าร่วมในกอง บริษัทใดจะเข้าร่วมก็เพียงพอจดทะเบียนเพิ่มนายจ้างในกอง) มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ซึ่ง ก.ล.ต.เห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะสะท้อนการตื่นตัวของนายจ้างและสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ในการมีทางเลือกการออมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของลูกจ้างในวัยเกษียณ” นางดวงมนกล่าว
ทั้งนี้ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คือ กองทุนบำนาญภาคสมัครใจที่มีเป้าหมายการออมระยะยาว เพื่อให้มีเงินไว้ใช้ในยามเกษียณ ซึ่งนายจ้างและลูกจ้างร่วมกันตั้งขึ้น โดยเงินออมจะมาจากส่วนของทั้งลูกจ้างและนายจ้าง และเงินออมจะได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี
ข้อมูลสถิติปี 2559 เทียบกับปี 2558 มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีมูลค่า 973,273 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จำนวนนายจ้าง 16,405 ราย เพิ่มขึ้น 6% จำนวนลูกจ้าง 2,905,800 คน เพิ่มขึ้น 4.5% จำนวนกองทุนรวม 401 กอง ลดลง 13 กอง เนื่องจากโอนย้ายไป master pooled fund

