หน้าแรก เศรษฐกิจ มนพร ปรับประก...

มนพร ปรับประกาศคมนาคม ดันการอนุญาตเรือสำราญและกีฬา หนุนไทยฮับท่องเที่ยวทางน้ำ

22.09.24 | 12:23 น.

มนพร ปรับประกาศคมนาคม ดันการอนุญาตเรือสำราญและกีฬา หนุนไทยฮับท่องเที่ยวทางน้ำ

เมื่อวันที่ 22 กันยายน นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ตามที่นโยบายของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญเกี่ยวกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศ ล่าสุดกระทรวงคมนาคม โดยกรมเจ้าท่า ได้ปรับปรุงประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข การอนุญาตให้เรือสำราญและกีฬาขนาดใหญ่ ของบุคคลผู้ไม่ต้องด้วยลักษณะที่จะถือกรรมสิทธิ์เรือไทย ทำการค้าในน่านน้ำไทย ตามมาตรา 47 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติเรือไทย พ.ศ.2481 เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายกระทรวงคมนาคมที่ส่งเสริมการประกอบธุรกิจเรือสำราญและกีฬาขนาดใหญ่

รวมทั้งสร้างความหลากหลายด้านการท่องเที่ยว ทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของการท่องเที่ยวระดับโลก ดึงดูดนักท่องเที่ยวทุกระดับและเพิ่มสัดส่วนของนักท่องเที่ยว ที่มีคุณภาพสูง สร้างรายได้จาก การท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ประกอบกับจังหวัดภูเก็ต มียุทธศาสตร์ที่มีจุดเด่นเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเลระดับโลก

นางมนพร เผยว่า ที่ผ่านมา มีการบังคับใช้มาเป็นระยะเวลาพอสมควร ตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2558 จนถึงปัจจุบัน (กันยายน 2567) รวมระยะเวลา 9 ปี ดังนั้น จึงมีนโยบายให้ดำเนินการปรับปรุงประกาศกระทรวงคมนาคมเรื่องดังกล่าวใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเล โดยปัจจุบันเรือสำราญและกีฬาขนาดใหญ่ ยังมีเรือไทยไม่เพียงพอกับความต้องการอีกด้วย

ด้าน นายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวว่า สำหรับการปรับปรุงประกาศเรื่องดังกล่าว ได้ปรับขนาด ของเรือสำราญและกีฬาขนาดใหญ่ จากเดิมที่เป็นเรือต้องมีความยาวตั้งแต่ 30 เมตรขึ้นไปบรรทุกคนโดยสารได้ไม่เกิน 12 คน ให้เป็นเรือที่มีขนาดตั้งแต่ 24 เมตรขึ้นไป บรรทุกคนโดยสารได้ไม่เกิน 12 คน ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล กำหนดกรมธรรม์ประกันภัย ให้เหมาะสมครอบคลุมตามมาตรฐานและหลักการประกันภัยทางทะเล ที่มีวงเงินคุ้มครองความเสียหายไม่ต่ำกว่า 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อครั้ง หรือราว 171 ล้านบาทต่อครั้ง ทั้งนี้ การยื่นขออนุญาตสามารถดำเนินการได้โดยผ่านระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์และสามารถใช้เอกสารประกอบคำขอได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รวมทั้งกำหนดกรอบระยะเวลาในการพิจารณาอนุญาตให้เสร็จภายใน 25 วันทำการ

Advertisement

อย่างไรก็ตาม นายกริชเพชร กล่าวว่า การอนุญาตให้เรือสำราญและกีฬาขนาดใหญ่ เข้ามาทำการค้าในน่านน้ำไทยได้ จะเพิ่มขีดความสามารถในการท่องเที่ยว สนับสนุนประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางน้ำและเรือสำราญในภูมิภาคเอเชีย ตามนโยบายรัฐบาล กระตุ้นการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ช่วยสร้างรายได้ให้ประเทศ โดยการแวะท่องเที่ยว เช่าท่าที่จอดเรือ จ้างซ่อมบำรุงรักษาเรือ ใช้บริการโรงแรม ร้านอาหาร ร้านขายเสบียงอาหาร เป็นต้น

รวมถึงสร้างงานให้กับคนในพื้นที่ ได้แก่ การจ้างกัปตันและลูกเรือเพื่อดูแลเรือ การจ้างช่างซ่อมเรือ อีกทั้งช่วยพัฒนาความรู้ด้านวิชาชีพเกี่ยวกับการซ่อมเรือและการเป็นกัปตันเรือ ส่งเสริมให้รัฐบาลมีรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการใช้จ่ายในประเทศ ตลอดจนเกิดการท่องเที่ยวของกลุ่มนักท่องเที่ยวเศรษฐีต่างชาติ โดยเรือซุปเปอร์ยอร์ชที่ต้องการมาเที่ยวในเขตภูมิภาคเอเชีย ส่งผลให้เกิดเม็ดเงินจากการใช้จ่ายที่สูงมากของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้อีกด้วย