หน้าแรก เศรษฐกิจ นักวิชาการ มอ...

นักวิชาการ มองจุดยืนแบงก์ชาติสวนทางรัฐบาลทำถูกแล้ว อย่าถึงขั้นตบตีกันเป็นพอ

22.09.24 | 13:26 น.

นักวิชาการ มองจุดยืนแบงก์ชาติสวนทางรัฐบาลทำถูกแล้ว อย่าถึงขั้นตบตีกันเป็นพอ

นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง เปิดเผยว่า การส่งสัญญาณเป็นห่วงภาวะหนี้ที่ปรับสูงขึ้นในปัจจุบัน รวมถึงความเปราะบางของภาพรวมเศรษฐกิจ แต่ยืนยันว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยไม่ได้เป็นส่วนช่วยลดภาระหนี้ของประชาชนได้มากขนาดนั้น สวนทางกับรัฐบาลที่ต้องการให้ลดดอกเบี้ยลง มองว่าหากรัฐบาลและแบงก์ชาติมองไปในทิศทางเดียวกันจะมีความอันตรายมากกว่า เพราะการบริหารการคลังจะใช้งบประมาณเยอะ แต่การเงินจะใช้อย่างประหยัดมากกว่า ทำให้หากเออออไปด้วยกัน การบริหารเจ๊งแน่ มองในแง่ดีคือ แบงก์ชาติกับรัฐบาลมีการทะเลาะกันบ้างถือว่าดี เพราะเกิดการถ่วงดุลการใช้นโยบายการเงินและการคลัง เพียงแต่การทะเลาะกันอย่าถึงขั้นตบตีกันก็พอ


นายสมชายกล่าวว่า ประเมินว่าแบงก์ชาติมองคนละด้านกับรัฐบาล เป็นลักษณะการมองที่ลึกกว่า โดยรัฐบาลมองว่าการปรับลดดอกเบี้ยจะช่วยลดภาระประชาชน เศรษฐกิจต้องการการกระตุ้น เพราะอัตราการเติบโตอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงหลายประเทศขนาดใหญ่ทางเศรษฐกิจมีการปรับลดดอกเบี้ยลงแล้ว โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ลดดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 4 ปี และปรับลดในอัตราที่แรงด้วย จึงมองว่าแบงก์ชาติควรจะลดตาม แต่แบงก์ชาติมองอีกด้านคือ 1.เงื่อนไขของเศรษฐกิจที่หากเศรษฐกิจแย่ลงจริงๆ แต่แนวโน้มเศรษฐกิจยังดีขึ้น ความจำเป็นในการกระตุ้นด้วยดอกเบี้ยคงยังไปไม่ถึง 2.เงินเฟ้อ มีการปรับลดลงจริง แต่อยากให้ดูให้ชัดเจนก่อน เพราะรัฐบาลจะมีการกระตุ้นผ่านการแจกเงินสด 1 หมื่นบาท ที่จะมีผลกดดันต่อเงินเฟ้อ และ 3.กรอบวินัยทางการเงินการคลัง ที่หนี้สาธารณะขึ้นไปถึงระดับ 62% ต่อจีดีพี ส่วนปี 2568 จะขึ้นไปที่ 65% ซึ่งเดิมไม่ควรเกิน 60% จึงมีการรอดูสัญญาณทั้ง 3 เรื่องนี้ให้ชัดเจนก่อน

นายสมชายกล่าวว่า การลดดอกเบี้ยไม่ได้ถือว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเป็นเครื่องมือที่ไม่ถาวร เพราะปัญหาในประเทศไทยเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง หนี้ครัวเรือนของไทยในตอนนี้อยู่ที่ระดับ 9% ของจีดีพี ถือว่าสูงมาก และน่าเป็นกังวล แต่การไปลดดอกเบี้ยมองผ่านๆ อาจเป็นการช่วยลดภาระให้ประชาชน ซึ่งความจริงแล้วดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายต่อเดือน เป็นดอกเบี้ยที่กำหนดไว้แล้วทั้งอัตราการชำระและระยะเวลาที่ต้องใช้หนี้ รวมถึงในทางตรงกันข้าม หากมีการลดดอกเบี้ยลง อาจดันให้เกิดหนี้ใหม่เพิ่มมากขึ้นอีก ซึ่งจะเพิ่มภาระหนี้ให้กับภาพรวมของประเทศไทยต่อเนื่องไปด้วย ซึ่งแบงก์ชาติจะต้องหาทางทำให้ทั้ง 2 ขานี้มีความสมดุลมากที่สุด ทั้งการลดภาระหนี้ของประชาชน และการป้องกันไม่ให้เกิดหนี้ใหม่มากขึ้นจนเกินความจำเป็นด้วย

“เมื่อสัญญาณที่แบงก์ชาติให้น้ำหนักใน 3 เรื่องยังไม่ชัดเจน แบงก์ชาติก็คงยังไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยลง รวมถึงแบงก์ชาติยังมองว่าบริบทในต่างประเทศเทียบกับประเทศไทยไม่ได้เหมือนกัน เพราะมีอีกหลายประเทศที่ยังไม่ได้ลดดอกเบี้ยลงเช่นกัน ภาพในประเทศไทยก็ต้องมาเทียบกับประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมามากกว่า โดยประเมินว่าช่วงที่เหลือของปี 2567 นี้ คงยังไม่มีการลดดอกเบี้ยลง รอว่ากันใหม่ในปี 2568 มากกว่า” นายสมชายกล่าว

Advertisement

นายสมชายกล่าวว่า ความเหมือนกันของแบงก์ชาติและรัฐบาล เหมือนกันตรงการแก้ไขปัญหาที่ยังแตะไม่ตรงจุด เป็นการแก้ไขเรื่องการลดภาระหนี้ อาทิ การยืดอายุหนี้ เพื่อไม่ให้กลายเป็นหนี้เสียหรือเอ็นพีแอล หรือช่วยให้เอ็นพีแอลกลับมาแก้หนี้ในระบบอีกครั้ง ซึ่งอันนี้ไม่ได้ทำให้รอดได้หมด เพราะหนี้ครัวเรือนที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมาจากโควิด แต่มีอีกหลายส่วนที่สะสมมาก่อนโควิดแล้ว เนื่องจากรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย การแก้ไขปัญหาด้วยการแก้หนี้อย่างเดียว รวมถึงการลดดอกเบี้ยอาจไม่ได้ตอบคำถามที่ตรงจุดได้มากนัก เพราะรายได้ยังน้อยกว่ารายจ่ายอยู่ดี โดยการแก้ไขให้ตรงจุดปัญหาคือ การช่วยให้ประชาชนสามารถมีรายได้มากกว่ารายจ่าย ซึ่งยังไม่เห็นรัฐบาลใดสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ อาทิ การนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาการเกษตร เพื่อให้มีรายได้และกำไรมากขึ้น ลืมตาอ้าปากได้ การพัฒนาสินค้าให้ตรงกับตลาดเป้าหมาย เพราะทุกวันนี้ถูกสินค้าจีนเข้ามาเล่นงานหนักมากอยู่แล้ว