เอกชนหวั่นยืนดอกเบี้ยดันบาทแข็งแตะ 31 บาท ฉุดส่งออก-ท่องเที่ยววูบ
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้พบว่าการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาคเดียวกัน ณ วันที่ 21 กันยายน 2567 อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ระดับ 32.91 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่าแข็งค่าขึ้นรุนแรงมาก ความกังวลคือ เราจะเห็นค่าเงินบาทแข็งแตะระดับ 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ปรับลดดอกเบี้ยลงแรงกว่า 0.50% ส่งผลต่อเงินบาทให้แข็งค่ามากขึ้นอีก กระทบต่อภาคการส่งออก และภาคการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงนี้ หากได้รับผลกระทบจากค่าเงิน จะทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไม่เติบโตได้เท่าที่ควร
นายเกรียงไกร กล่าวว่า ผลกระทบต่อการส่งออก แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มที่ส่งออกสินค้าไปแล้วอยู่ในขั้นตอนการเรียกชำระค่าสินค้า เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนการแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทแล้ว ผู้ส่งออกจะได้รับเงินลดลง เพราะค่าเงินแข็งค่าเงินบาทขึ้น แทนที่จะมีกำไรก็อาจน้อยลงหรือไม่ได้กำไรในการค้าขาย และ 2.กลุ่มที่อยู่ระหว่างการเจรจาขายสินค่า ต้องปรับราคาขายใหม่ เมื่อมีการปรับราคาขึ้นลูกค้าก็มักจะไม่ยอม ทำให้การส่งออกสินค้าไทยมีความยากลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะขีดความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศที่ปรับลดลง เนื่องจากสินค้าไทยมีคู่แข่งเพิ่มมากขึ้น สามารถซื้อจากที่อื่นทดแทนได้
นายเกรียงไกรกล่าวว่า ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากขึ้น เพราะหากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ในระดับที่เหมาะสม แม้ค่าเงินไม่ได้อ่อนค่ามากนัก ก็จะเป็นส่วนสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยมากขึ้น เพราะการจับจ่ายใช้สอยคล่องตัว ยกตัวอย่างญี่ปุ่น ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงมาก ทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้าไปช้อปปิ้งในญี่ปุ่นเพิ่มสูงขึ้น และการส่งออกสดใสมากขึ้นด้วย ทำให้หากนักท่องเที่ยวต่างชาติแลกเงินได้น้อยกว่าเดิม ต้องจ่ายสูงขึ้นเพื่อมาเที่ยวไทย ก็อาจเปลี่ยนใจไปเที่ยวที่ประเทศอื่นแทนได้
นายเกรียงไกรกล่าวว่า มาตรการช่วยเหลืออื่นๆ หากไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยลงจริง ยังมองไม่เห็นเครื่องมืออื่นใดเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการและประชาชน ในการลดภาระด้านต้นทุนการเงิน อาทิ ผู้ส่งออก ที่ค้าขายแล้วได้กำไรลดลงหรือแทบไม่เหลือกำไร ในต่างประเทศมีการใช้มาตรการชดเชยให้กับผู้ส่งออกในบางส่วน แต่ประเทศไทยไม่แน่ใจว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ นอกจากนี้ หากย้อนมองอดีตที่ผ่านมา ดอกเบี้ยของไทยจะเดินตามสหรัฐ เราไม่ได้เดินนำไปก่อน เมื่อสหรัฐมีการปรับลดดอกเบี้ย หรือปรับขึ้น คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะรอประเมินผลสักระยะก่อนจะปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยให้วิ่งตามไป แต่เราต้องสร้างสมดุลให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพมากสุด
“ธปท.คงได้เห็นภาพใหญ่ในการดำเนินนโยบายการเงิน แต่สิ่งที่ต้องดูในตอนนี้คือ ภาวะระยะสั้น เพราะปัญหาหนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่ต้องแก้ไขก็จริง แต่ถือเป็นคนละส่วนกับเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่มีเพียงการท่องเที่ยวและการส่งออก ซึ่งต้องพยายามในการรักษาไว้ให้ได้ การจะนำมาปนกันทั้งหมด คงไม่ได้ตอบโจทย์มากนัก เพราะปัญหาหนี้มีหลายรูปแบบมาก ทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้นอกระบบ และการก่อหนี้ใหม่เพิ่ม ซึ่งการเข้าถึงสินเชื่อไม่ได้ง่ายมากขนาดนั้น ทำให้ในภาพรวมกำลังซื้อในประเทศยังไม่ฟื้นตัว ต้องขอนโยบายทั้งด้านการเงินและการคลังที่สอดคล้องกัน รวมถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่ต้องใช้ระยะเวลาด้วย” นายเกรียงไกรกล่าว

