หอการค้า ชี้บาทแข็งระดับ 33 ‘ส่งออก-ท่องเที่ยว’ เสียหาย 1.3 แสนล้าน ลั่นอย่าหลุด 34 บาท จ่อเข้าพบทีมเศรษฐกิจรัฐบาลแก้ด่วน หนุน10 นโยบายพาณิชย์ลดภาระ เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส
วันที่ 23 กันยายน หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมผู้แทนจากภาคธุรกิจและสมาคมต่างๆ อาทิ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออก สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย สมาคมการค้าอาหารสัตว์เลี้ยงไทย สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป และสมาคมโรงแรมไทย เป็นต้น แถลงข่าวขานรับ 10 นโยบายกระทรวงพาณิชย์ และ ขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำกับดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่ภาคธุรกิจไทยสามารถแข่งขันได้ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเต็มศักยภาพ ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศ 10 นโยบาย ประกอบด้วย นโยบายลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาส การบริหารให้เกิดความสมดุลระหว่างผู้บริโภค เกษตรกร และผู้ประกอบการ การแก้ข้อจำกัดของกฎหมายและปรับปรุงข้อกฎหมายที่ล้าสมัย ขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจฐานราก เร่งผลักดันการส่งออกให้ตัวเลขเป็นบวกขึ้น การเร่งเจรจา FTA พานักธุรกิจไทยไปบุกต่างประเทศ การปรับโครงสร้างการส่งออกให้ทันสมัย และการส่งเสริมสินค้ารักษ์โลก ซึ่งหลายมาตรการของกระทรวงพาณิชย์ นั้น ตรงกับข้อเสนอและแนวทางของหอการค้าไทยที่อยู่ระหว่างดำเนินการควบคู่ไปกับรัฐบาล

ทั้งนี้ สามารถแบ่งมาตรการต่างๆ ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.มาตรการที่กระทบต่อคนส่วนใหญ่ทั้งการลดค่าใช้จ่าย และมาตรการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ตลอดจนการนำเอาสินค้าร้านธงฟ้าเข้าไปช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของคนในพื้นที่ ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านเงิน 1 หมื่นบาท ต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่เล็งเห็นถึงความสำคัญในระยะเร่งด่วนของกลุ่มเปราะบาง ซึ่งส่วนนี้เชื่อว่าจะเกิดการใช้จ่ายทันที
นอกจากนี้ ระยะสั้น หอการค้าฯ ยังเห็นว่าสามารถดึงกำลังซื้อจากประชาชนกลุ่มต่างๆ ได้ โดยได้เสนอโครงการคูณสอง ดึงกำลังซื้อจากประชาชนโดยรัฐมีส่วนสนับสนุนกึ่งหนึ่ง ขณะที่กลุ่มที่มีรายได้สูง ยังอยากเห็นการนำเอามาตรการจูงใจทางภาษี เช่น Easy E-Receipt เข้ามากระตุ้นการจับจ่ายในช่วงที่เหลือของปี โดยใช้งบประมาณภาครัฐไม่มาก แต่กระตุ้นกำลังซื้อและดึงเงินประชาชนที่มีความพร้อมใช้จ่าย จะช่วยดึงเศรษฐกิจฟื้นได้เร็ว ควรเร่งทำทันทีก่อนเข้าเทศกาลปีใหม่
2.มาตรการสำหรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการเร่งแก้หนี้ ทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ โดยเฉพาะหนี้ที่เป็นอุปกรณ์ทำมาหากินของผู้ประกอบการรายย่อย เช่น รถกระบะที่มีแนวโน้มถูกยึดสูง รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการเฉพาะเข้ามาช่วยเหลือกลุ่มนี้ให้สามารถใช้เป็นเครื่องมือทำมาหากินได้
สำหรับระยะยาว ปัญหาหนี้นอกระบบเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข หอการค้าฯ มีแผนที่จะเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อพูดคุยและหาแนวทางที่เหมาะสมในการออกมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

นอกจากนี้ ในด้านการขยายตลาดต่างประเทศ ผ่านการทำงานเชิงรุกในประเทศกลุ่มเป้าหมาย Strategic Country เช่น ในตะวันออกกลาง ซาอุดิอาระเบีย จีน เวียดนาม และอินเดีย โดยรัฐบาลจำเป็นต้องมีการปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจอย่างจริงจังและวัดผลได้ เร่งผลักดัน FTA และเดินหน้าพื้นที่ EEC ต่อเนื่องซึ่งถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในการส่งเสริม New Industry ภายในประเทศ
ซึ่งส่วนนี้รัฐบาลจำเป็นต้องเข้าไปขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม และพัฒนาระบบน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนเดินหน้ายกระดับ 10 เมืองสู่เมืองหลัก เพื่อกระจายความเจริญไปทั่วประเทศ ทั้งในมิติการลงทุน การท่องเที่ยว และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมขนส่งทั้งในและข้ามจังหวัดให้ดีขึ้น
3.นโยบายเฉพาะสำหรับแต่ละกลุ่ม เช่น ภาคการเกษตร หอการค้าฯ ได้มีการก็มีการทำศูนย์ประสานงานสินค้าภาคเกษตรที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงความต้องการของตลาดกับสินค้าภาคเกษตรที่มีอยู่ในแต่ละพื้นที่ ขณะเดียวกันก็ได้มีการหารือและเตรียมข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาสินค้าต่างประเทศทุ่มตลาดเข้ามายังประเทศไทย การส่งเสริม Green Industry ที่ไม่ใช่เฉพาะสินค้า แต่รวมถึงภาคการค้าและบริการด้วย โดยเฉพาะ บริษัทใหญ่ที่มีความพร้อมสามารถเข้าไปช่วยผู้ประกอบการที่อยู่ใน supply chain ให้สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนได้

นอกจากนี้ ฝากถึงรัฐบาลในการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 และ 2568 โดยเฉพาะงบการลงทุนและก่อสร้าง ส่วนนี้จะมีส่วนสำคัญในการช่วยให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ ทั้งนี้ หอการค้าฯ และเครือข่ายสมาชิกทั่วประเทศพร้อมสนับสนุนและทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ รวมถึงหน่วยงานภาคที่เกี่ยวข้อง อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ภาคเอกชนในนาม กกร. กำลังจัดทำสมุดปกขาวเพื่อยื่นให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาล เพื่อการผลักดันตามข้อเสนอของภาคเอกชน คาดยื่นภายใน 2 สัปดาห์จากนี้
“ขณะเดียวกันหอการค้าไทย ได้ทำหนังสือขอเข้าพบและหารือปัญหาต่างๆ ที่กำลังเผชิญ กับทุกกระทรวงและทีมกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่คาดว่าหลังประชุมนัดแรกวันที่ 24 กันยายนนี้ จะมีความชัดเจนในระดับหนึ่ง ซึ่งในเฉพาะหน้านี้อยากให้เร่งดูแลเรื่องค่าบาทแข็งเร็วและรุนแรง กำลังส่งผลกระทบต่อภาคเอกชนอย่างหนัก ก็จะขอเข้าพบกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย โดยเร็ว เพื่อหารือว่าจะดูแลอย่างไร ให้ไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก เพราะหากยืดเยื้ออาจกระทบต่อเป้าส่งออกไทยที่ปีนี้คาดว่าจะโตได้2-3% และมองว่าค่าเงินบาทไม่ควรแข็งค่าเกิน 34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ“ นายสนั่นกล่าว
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการ คนที่ 1 หอการค้าไทยและ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยได้รับการร้องเรียนและข้อเสนอจากสมาคมและผู้ส่งออกจำนวนมาก ประสานให้กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย สร้างสมดุลค่าเงินบาทกับประเทศคู่ค้าคู่แข่งไม่ให้มีช่องห่างแข็งค่าสองเกินไป
ซึ่งนับจากปี 2540 เป็นครั้งแรกที่ค่าเงินบาทแข็งค่ารวดเร็ว รุนแรง ในระยะเวลาสั้นๆ และแข็งค่าเกินสถานการณ์ที่ควรเป็น อีกทั้งไม่รู้ทิศทางว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าไปเท่าไหร่ ซึ่งหากเทียบต้นปีนี้ค่าบาทอยู่ที่ 37 บาท/เหรียญสหรัฐ วันนี้บาทอยู่ที่ 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เท่ากับแข็งค่าแล้ว 14-15% ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก และภาคธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ เมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้น ค่าใช้จ่ายสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติก็จะสูงขึ้นตาม ทำให้การท่องเที่ยวไทยกลายเป็นจุดหมายที่มีราคาสูง และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทยจะจับจ่ายใช้สอยน้อยลง เพราะรู้สึกว่าสินค้าและบริการแพงขึ้นกว่าปกติและอาจจะเลือกไปยังประเทศที่มีค่าเงินอ่อนกว่าและคุ้มค่ามากกว่า
จากที่กล่าวมาเบื้องต้น ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย หากค่าเงินบาทแข็งค่าเฉลี่ย 1% ต่อปี กระทบรายได้ผู้ประกอบการในภาคการส่งออกเกือบ 1 แสนล้านบาทต่อปี อาจมีผลกระทบต่อรายได้ผู้ส่งออกเกือบ 1 แสนล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นกว่า 0.5% ของ GDP ปกติ
“ค่าเงินบาทที่ผันผวนในปัจจุบันจะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยโดยทันที โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก หรือ Local Content อาทิ กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร”
ซึ่งการที่ค่าเงินบาทผันผวนจะส่งผลกระทบใน 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1.ขีดความสามารถในการแข่งขัน ค่าเงินบาทที่ผันผวนจะทำให้ลดขีดความสามารถในการส่งออกเป็นมาก โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบหรือปัจจัยการผลิตที่ใช้ในอุตสาหกรรมเกษตรและประมงจะปรับสูงขึ้นทันที 10 % ส่งผลให้ผู้ผลิตและแปรรูปในไทยอาจต้องปรับราคาสินค้าให้สูงขึ้นตาม ซึ่งจะทำให้ลดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก เนื่องจากผู้ซื้อจะหันไปหาสินค้าจากประเทศอื่นที่มีราคาถูกกว่า
2.การวางแผนการผลิตและการตลาด หากค่าเงินมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ผลิตและแปรรูปอาจไม่สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาดหรือการผลิตได้ทันเวลา ทำให้ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3.ความไม่แน่นอนและเพิ่มความเสี่ยงทางธุรกิจส่งออกเนื่องจากความผันผวนของค่าเงิน ความผันผวนของค่าเงินสร้างความไม่แน่นอนในตลาด การลงทุนและการวางแผนธุรกิจจะยากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ผู้ประกอบการไม่กล้าลงทุนในโครงการใหม่หรือขยายตลาด ส่งผลให้ขาดโอกาสในการพัฒนาและเติบโตในอุตสาหกรรมของไทยอย่างเหมาะสม

“หอการค้าฯ จึงขอให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่กำกับดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ ไม่ผันผวนอย่างรุนแรงจนเกินไป และดูแลค่าเงินบาทให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคา พร้อมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการภายในประเทศ มีการปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์โลกปัจจุบัน เพื่อหาจุดแข็งและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าของตนเอง ตลอดจนการสร้างความยั่งยืนและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางการค้า โดยมีภาครัฐเป็น Facilitator และต้องหารือร่วมกับเอกชนอย่างต่อเนื่อง
อีกทั้งจะต้องแบกรับการปรับค่าแรงงาน 400 บาท นั้น ภาคเอกชนเรามองว่าปีนี้ไม่ควรที่จะขยับค่าจ้างแรงงานแล้ว เพราะปีนี้ได้ปรับมาแล้ว 2 รอบ และสภาพธุรกิจและตลาดการค้ายังไม่เอื้ออำนวย ที่จะปรับค่าแรง หรือแบกรับค่าใช้จ่ายใดๆที่เพิ่มขึ้น แม้มองว่าบาทแข็งดีต่อนำเข้า แต่ต้องดูเรื่องภาระในประเทศที่เพิ่มขึ้น การผลิตเพื่อส่งออกแต่ได้รับรายได้ลดลงจากค่าบาท และยังต้องแข็งขันได้ยากกับประเทศที่ค่าเงินเขาไม่ได้แข็งกว่าไทย หรือ อ่อนค่ากว่า ส่วนมาตรการดูแลบาท ทางการคลังและการเงินต้องหารือกัน เอกชนเราไม่รู้หลอกว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เรารู้ว่าเมื่อบาทแข็งกว่าประเทศอื่น เราเหนื่อยต่อการเจรจาและคุมราคาขาย เพื่อไม่เกิดการขาดทุนในอนาคต ปีนี้อาจรอดแต่ปีหน้าจะแย่ตั้งแต่ไตรมาสแรกได้ ค่าบาทยังแข็งและรัฐไม่ถอยเรื่องปรับค่าแรงงาน 400 บาท ควรยึดความเห็นไตรภาคี
นายพจน์กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ทั้งนี้ หอการค้าฯ ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาสินค้าราคาถูก ไม่มีคุณภาพที่ไหลทะลักเข้ามาในประเทศ สร้างความเสียหายต่อผู้บริโภคและส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยส่วนนี้ได้มีการหารือและอยู่ระหว่างการประสานความร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ในการติดตามดูแลสินค้าไทย-จีน และจัดทำโครงสร้างการค้าที่เป็นธรรมทั้ง 2 ประเทศ เป็นต้น
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การประเมินเบื้องต้น หากค่าเงินบาทยังแข็งค่าเฉลี่ย 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จะกระทบต่อรายได้ภาคส่งออกและท่องเที่ยวประมาณ 1.3 แสนล้านบาท นับจากเดือนพฤษภาคม-ธันวาคม 2567
ทั้งนี้ สถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้มีการปรับลดดอกเบี้ยครั้งแรกลงแบบเร็ว-แรงที่ 0.50% จากอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 5.25-5.50% สู่ 4.75-5.00% ซึ่งหอการค้าฯ เห็นว่าน่าจะถึงเวลาที่ กนง. ควรพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้อัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทไม่แข็งค่าจนเกินไป ซึ่งจะช่วยเอื้อให้ผู้ประกอบการภาคการส่งออก และภาคท่องเที่ยวและบริการ สามารถที่แข่งขันได้ดียิ่งขึ้น
สำหรับความกังวลของภาคเอกชนในการติดตามอัปเดตสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น หอการค้าไทยและมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินมูลค่าความเสียหายกรณีสถานการณ์น้ำท่วม ปี 2567 ประมาณ 21,577 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 0.12% ของ GDP (ข้อมูล ณ 18 ก.ย.67) (สมมติให้สถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายภายใน 15 วัน)
ทั้งนี้ จากการประเมิน พบว่า ภาคการเกษตรได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยมีมูลค่าความเสียหายรวมถึง 18,226 ล้านบาท รองลงมาเป็นภาคบริการ เสียหาย 3,260 ล้านบาท และภาคอุตสาหกรรมเสียหาย 91 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในหลายจังหวัดเริ่มคลี่คลายจากระดับน้ำที่ลดลง ดังนั้น สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญทันทีหลังสถานการณ์ระดับน้ำลดลงและเข้าสู่ภาวะปกติ คือ การช่วยเหลือ ซ่อมแซม และฟื้นฟู

