นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในงาน เปิดตัวการแก้ไขหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “ขจัดหนี้นอกระบบเป็นศูนย์” ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ว่า กระทรวงการคลังได้จัดงานเปิดตัวการแก้ไขหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืน เพื่อแสดงถึงเจตนารมณ์ร่วมกันของภาครัฐในการขจัดหนี้นอกระบบให้หมดไป เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และส่งเสริมการขยายตัวของเศรษฐกิจฐานราก โดยกระทรวงฯได้นำเสนอ “แนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืน” โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงแรงงาน และสวัสดิดการของสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า แนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืนนั้น เป็นการแก้ปัญหาทั้งในส่วนของลูกหนี้และเจ้าหนี้ควบคู่กันไปอย่างเป็นระบบ ครบวงจร และต่อเนื่อง ซึ่งประกอบด้วย 5 มิติ ได้แก่ 1. การดำเนินการอย่างจริงจังกับเจ้าหนี้นอกระบบที่ผิดกฎหมาย โดยได้มีพระราชบัญญัติห้ามเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 ซึ่งเพิ่มโทษกับเจ้าหนี้นอกระบบ เพื่อกำจัดเจ้าหนี้นอกระบบให้หมดไปจากประเทศไทย 2. การเพิ่มช่องทางการเข้าถึงสินเชื่อในระบบให้กับลูกหนี้นอกระบบและประชาชนทั่วไป โดยสนับสนุนให้เจ้าหนี้นอกระบบเข้ามาเป็นเจ้าหนี้ในระบบที่ถูกต้องตามกฎหมายผ่านการขออนุญาตเป็นผู้ประกอบธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ และพิโกไฟแนนซ์ ซึ่งกระทรวงการคลังได้ใช้โอกาสในงานมอบใบอนุญาตการประกอบธุรกิจพิโกไฟแนนซ์ ให้แก่ผู้ประกอบการกลุ่มแรกที่ได้รับใบอนุญาตแล้ว จำนวน 6 ราย อีกทั้ง ธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. ได้จัดตั้งหน่วยธุรกิจ เพื่อรับผิดชอบในการให้คำปรึกษาเรื่องการแก้ไขหนี้นอกระบบและจัดให้มีสินเชื่อแบบใหม่เพื่อทดแทนหนี้นอกระบบในอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรม โดยธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. จะให้สินเชื่อแก่ผู้ที่ต้องการเงินฉุกเฉินรายละไม่เกิน 50,000 บาท คิดดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 0.85 ต่อเดือน หรือคิดเป็นร้อยละ 18.83 ต่อปี โดยไม่นำการตรวจเครดิตบูโรมาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาสินเชื่อ วงเงินสินเชื่อทั้งหมด 10,000 ล้านบาท
3.การลดภาระหนี้นอกระบบโดยการไกล่เกลี่ยประนอมหนี้ โดยภาครัฐได้จัดให้การไกล่เกลี่ยประนอมหนี้โดยคณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ยประนอมหนี้ซึ่งมีอยู่ในทุกจังหวัด จัดให้มีจุดให้คำปรึกษาหนี้นอกระบบที่ธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้ได้อย่างทั่วถึง 4.การเพิ่มศักยภาพของลูกหนี้นอกระบบ โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ให้ความรู้ทางการเงิน ให้ความรู้ด้านการประกอบอาชีพ และการพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อให้ลูกหนี้มีรายได้ที่เพียงพอและไม่ต้องเป็นหนี้ซ้ำอีก และ 5.การร่วมมือกันอย่างบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยพัฒนาเครือข่ายองค์กรการเงินชุมชนให้ทำหน้าที่ทดแทนเจ้าหนี้นอกระบบ การให้หน่วยงานของรัฐ ธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานพี่เลี้ยงและสนับสนุนเงินทุนให้กับองค์กรการเงินชุมชนให้เกิดความเข้มแข็ง และการให้หน่วยงานต่าง ๆ ร่วมกันทำหน้าที่ให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชนในชุมชน รวมทั้งการจัดทำฐานข้อมูลหนี้นอกระบบเพื่อใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบายที่เหมาะสมและตรงเป้าหมายในอนาคต
นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า มั่นใจว่าการแก้ไขปัฐหาหนี้นอกระบบในครั้งนี้จะได้ผลอย่างแท้จริง เนื่องจากการแก้ปัญหาครั้งนี้แตกต่างจากในอดีต โดยในครั้งนี้ มีการตั้งให้ ธนาคารออมสิน และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) รับหน้าที่โดยตรง รวมทั้งให้ถือเป็น 1 ในภารกิจหลักของหน่วยงาน ประกอบกับมีกฎหมายหนี้นอกระบบที่มีโทษหนัก ซึ่งนายกรัฐมนตรีประกาศแล้วว่าจะเอาจริง ต่างจากเดิมที่โทษเกี่ยวกับหนี้นอกระบบและดอกเบี้ยโหด มีโทษไม่สูงนัก จึงไม่เกรงกลัวกัน นอกจากนี้ในแต่ละพื้นที่จังหวัด ยังมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ยประนอมหนี้ และคณอนุกรรมการฟื้นฟูศักภาพลูกหนี้ ซึ่งทางรัฐบาลได้แก้ไขปัญหาเรื่องคณะกรรมการที่ไม่ค่อยอยากลงไปในพื้นที่เพราะไม่มีเบี้ยประชุมเรียบร้อยแล้ว โดยในครั้งนี้ทางรัฐบาลจะมีเบี้ยประชุมให้แต่ก็จะมีการประเมินผลการทำงานของทางอนุกรรมการออกมาเป็นระยะๆด้วยเช่นกัน
นายสมชัย กล่าวว่า สำหรับตัวผู้ปล่อยเงินกู้หลังจากนี้ทางรัฐบาลจะมีทางเลือกให้เพียง 3 ทางเท่านั้น คือ 1.ถ้าอยากปล่อยสินเชื่อให้คนที่ต้องการกู้เงินก็สามารถปล่อยเงินกู้ต่อไปได้ดังเดิม แต่ตั้งไม่เกิน 15% ต่อปี 2.ต้องผันตนเองมาเป็นนิติบุคคลและเข้ามาในระบบ เพื่อทำพิโกไฟแนนซ์ แต่ดอกเบี้ยต้องไม่เกิน 36% ต่อปี ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สูงเพียงพอแล้ว ซึ่งขณะนี้มีผู้สมัครของทำพิโกไฟแนนซ์มาแล้วทั้งสิ้น 107 ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทย โดยในจำนวนดังกล่าวได้พิจารณาผ่านคุณสมบัติและส่งมอบใบอนุญาตไปแล้วในวันที่ 1 มีนาคม จำนวน 6 ราย และ 3.หากไม่ดำเนินการตามข้อ 1-2 ทางตำรวจ ทหาร และผู้บังคับใช้กฎหมายจะเข้าไปดำเนินการตาม พ.ร.บ.ก้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ซึ่งจะมีโทษหนัก และอาจถึงเข้าคุกด้วยแน่นอน
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 ให้ธนาคารออมสิน ดำเนินโครงการสินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์สินเชื่อของสถาบันการเงินในกรณีมีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเงินฉุกเฉิน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาหนี้นอกระบบที่มีภาระดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง และในบางกรณีที่มีการติดตามทวงถามหนี้ที่ใช้ความรุนแรง ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาสังคมตามมา โดยโครงการดังกล่าวจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการให้ดีขึ้นประมาณ 200,000 ราย โดยสามารถติดต่อยื่นลงทะเบียนได้ที่สาขาธนาคารออมสินตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยให้สินเชื่อต่อรายไม่เกิน 50,000 บาท ยื่นขอสินเชื่อภายใน 1 ปี นับจากวันที่ ครม.มีมติ ผ่อนชำระไม่เกิน 5 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) ไม่เกินร้อยละ 0.85 ต่อเดือน โดยใช้บุคคลค้ำประกันอย่างน้อย 1 คน และ/หรือมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธ.ก.ส. เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. มีความพร้อมดำเนินโครงการสินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉินตามที่รัฐบาลมอบหมาย เพื่อให้บริการแก่เกษตรกรและบุคคลในครอบครัวที่ไม่สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์สินเชื่อปกติของธนาคารได้ แต่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเงินฉุกเฉิน เช่น ค่ารักษาพยาบาล และค่าเล่าเรียน เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ในกรณีมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินเร่งด่วนและเลิกพึ่งพาสินเชื่อนอกระบบ
นายลักษณ์ กล่าวว่า สำหรับการดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบของ ธ.ก.ส. ได้เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 โดยให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและครอบครัวที่มีปัญหาหนี้สินนอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบ ทั้งนี้ จนถึงปัจจุบัน สามารถจ่ายเงินกู้ช่วยเหลือเกษตรกรไปแล้วทั้งสิ้น 377,252 ราย จำนวนเงิน 36,619.20 ล้านบาท การดำเนินโครงการสินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉินในครัวเรือนนี้จะช่วยป้องกันและทำให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบของเกษตรกรและครอบครัวประสบความสำเร็จและมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
“เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนี้จะได้รับสินเชื่อไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยคงที่ตามประเภทของหลักประกันดังนี้ 1.กรณีใช้บุคคลค้ำประกันคิดดอกเบี้ย 0.85% ต่อเดือน 2.กรณีใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันร่วมกับบุคคลค้ำประกันคิดดอกเบี้ย 0.75% และ 3.กรณีใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันเต็มวงเงินคิดดอกเบี้ย 0.50% ต่อเดือน สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายไตรมาส ราย 6 เดือน หรือรายปี ตามความสามารถในการชำระหนี้และที่มาแห่งรายได้ ชำระหนี้คืนเสร็จภายใน 5 ปี ทั้งนี้คาดว่าจะมีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 100,000 ราย ผู้ที่มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการสามารถติดต่อได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2560 เป็นต้นไป หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ Call Center 02 555 0555” นายลักษณ์ กล่าว

