หน้าแรก เศรษฐกิจ สภาพัฒน์ ชี้ ...

สภาพัฒน์ ชี้ ภูมิรัฐศาสตร์ปัจจัยเสี่ยงโลก เปิด 5 ความท้ายทาย ที่ไทยต้องบริหารจัดการรับความผันผวน

23.09.24 | 17:03 น.

สภาพัฒน์ ชี้ ภูมิรัฐศาสตร์ ปัจจัยเสี่ยงโลก เปิด 5 ความท้ายทาย ที่ไทยต้องบริหารจัดการ รับความผันผวน

เมื่อวันที่ 23 กันยายน ที่ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ นายดนุชา  พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวเปิดการประชุมประจำปี 2567 เรื่อง “พลิกความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ สร้างโอกาสประเทศไทย (Geopolitical Uncertainty : Navigating the Future)” ในหัวข้อ “การเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์โลก : นัยต่อประเทศไทย” ว่า จากการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลกด้านต่าง ๆ นั้นมีผลต่อประเทศไทยด้วย

ประการแรก คือ สงครามการค้า เมื่อจีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก(WTO) ส่งผลให้สินค้าจีนสามารถเข้าถึงตลาดของประเทศสมาชิกได้ ประกอบกับมีทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก แรงงานที่มีค่าจ้างไม่สูง ส่งผลให้ประเทศจีนกลายเป็นโรงงานของโลกและเป็นผู้ส่งออกสำคัญของโลก ในปี 2563 เศรษฐกิจจีนก้าวขึ้นมาใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา แต่สหรัฐฯก็มีนำเข้าสินค้าจากจีนอย่างต่อเนื่อง และขาดดุลการค้ากับจีนมากขึ้นเรื่อย ๆ สหรัฐจึงเริ่มดำเนินมาตรการกีดกันทางจีน ขณะเดียวกัน สหรัฐมีมาตรการที่เฉพาะเจาะจงไปยังอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมอื่น ๆ ส่งผลให้สงครามการค้าระหว่าง 2 ประเทศ ก้าวไปสู่สงครามเทคโนโลยี

 

นายดนุชากล่าวว่า โดยจีนตอบโต้โดยออกมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมสินค้าทุนและวัตถุดิบที่มีต้นทางจากประเทศจีนและพันธมิตร อาทิ ทรายซิลิคอนที่ใช้ในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงแร่หายาก ที่เป็นวัตถุดิบสำคัญของการผลิตแบตเตอรี่และแผงพลังงานแสงอาทิตย์  และ สงครามเทคโนโลยีขยายวงกว้างไปยังเทคโนโลยีในหลายสาขาที่เกี่ยวข้อง เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ส่งผลกระทบต่อหลายประเทศต้องปรับตัวรองรับมาตรการต่าง ๆ ที่อาจรุนแรงมากขึ้นจาก 2 ขั้วอำนาจ นำไปสู่การย้ายฐานการผลิตและการเร่งสร้างฐานการผลิตใหม่ การควบคุมสินค้าวัตถุดิบสำคัญ การป้องกันการถ่ายทอดเทคโนโลยี การแย่งชิงและป้องกันการเคลื่อนย้ายบุคลากร

Advertisement

รวมถึงการแบ่งแยกห่วงโซ่อุปทาน ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ส่งผลให้เกิดการแบ่งแยกทางเศรษฐกิจ ประเทศต่าง ๆ มุ่งย้ายฐานการผลิตกลับไปยังประเทศแม่ของบริษัท หรือไปยังประเทศที่เป็นพันธมิตร เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้า โดยเงินลงทุนโดยตรงระหว่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ในระดับโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เงินลงทุนจากประเทศพัฒนาแล้วโดยเฉพาะสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปลดลงอย่างมาก แต่เงินลงทุนจากจีนและประเทศกลุ่มกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว อย่างบริกส์ และอื่น ๆ

นายดนุชากล่าวว่า โดยกลุ่มประเทศที่ยังคงมีมูลค่าเอฟดีไอ เพิ่มขึ้น อาทิ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน อินโดนีเซีย และเวียดนาม สะท้อนถึงการย้ายฐานการผลิตมายังกลุ่มประเทศดังกล่าว แต่ไทยเป็นประเทศที่เอฟดีไอ ลดลง จึงเป็นประเด็นท้าทายสำคัญในการกำหนดนโยบายของประเทศไทยเพื่อที่จะสามารถรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานและการย้ายฐานการผลิตดังกล่าว

นอกจากนี้ สงครามและความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และการแย่งชิงทรัพยากร โดยเฉพาะน้ำ อันเนื่องมาจากสงคราม ทำให้พื้นที่การเกษตร ระบบขนส่ง โครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการกระจายสินค้าอาหารและวัตถุดิบถูกทำลาย และเข้าอาหารที่ดียากลำบาก ราคาวัตถุดิบสูงขึ้น ซึ่งเพิ่มต้นทุนและราคาสินค้าเกษตร และอาจนำไปสู่การขาดแคลนอาหารในประเทศ
ในขณะที่ เหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและหลายประเทศในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานหลายด้านถูกทำลาย

นายดนุชากล่าวว่า ทั้งนี้ ความท้าทายที่ไทยต้องบริหารจัดการเพื่อรับมือความผันผวนที่เกิดขึ้น ที่สำคัญได้แก่ 1. ด้านการค้าการลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) ที่ไหลสู่ประเทศในภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง และการไหลเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากจีนที่ กระทบผู้ประกอบการภาคการผลิตของไทยโดยเฉพาะ ขนาดกลางและขนาดย่อม หรือผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศคู่ขัดแย้ง 2.เทคโนโลยี ควรให้ความสำคัญกับแพลตฟอร์ม ให้บริการที่แยกจากกัน ที่จะส่งผลให้ต้นทุนการใช้บริการสูง รวมถึงประเด็นความปลอดภัยทางไซเบอร์ และช่องว่างทางดิจิทัล 3.แรงงานและทักษะ การพัฒนาอีโค่ ซิสเต็ม ที่เอื้อต่อการดึงดูดแรงงานทักษะสูงและพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับแนวโน้มทางเทคโลยีและตลาด รวมถึงการพัฒนาเมืองที่สามารถดึงดูดแรงงานมรฝีมือ การรองรับแรงงานหรือผู้ย้ายถิ่นจากเมียนมา

นายดนุชากล่าวว่า 4.ความมั่นคงทางอาหาร ด้วยการรับมือปัญหาราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น ส่งผลต่อราคาสินค้าเกษตร และมาตรการการุค้าระหว่างประเทศที่ยืดโยงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งเป็นทั้งแรงจูงใจและแรงกดดันในการผลิตอาหาร และ 5.ความมั่นคงทางพลังงาน ไทยมีสัดส่วนนำเข้าพลังงานที่สูง แม้ยังมีศักยภาพในการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติระดับหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถเกิดความมั่นคงทางพลังงาน ไทยจึงต่อเร่ง สร้างความร่วมมือและใช้ประโยชน์จากการเป็นศูนย์กลางพลังงานของภูมิภาค และการพัฒนาพลังงานสะอาด และต้องใช้ประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีและวัตถุดิบที่มีความสำคัญที่นำเข้าจากต่างประเทศอย่างชาญฉลาด