ในที่สุดการชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพก็ได้ไปต่อ โดยมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 17 กันยายน 2567 ขยายระยะเวลาดําเนินการจ่ายเงินชดเชยให้แก่น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพออกไป 2 ปี จากเดิมกําหนด 24 กันยายน 2567 ขยายถึง 24 กันยายน 2569
เป็นการขยายรอบสองซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายตามบทเฉพาะกาลของ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562
ทำให้การจ่ายเงินชดเชยให้แก่น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ ได้แก่ อี20 อี85 ดีเซล ดีเซลบี20 ดำเนินการต่อไป
เหตุผลการขยายเพื่อรักษาค่าการตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ ใช้วิธีเก็บเงินเข้ากองทุนในระดับที่แตกต่างกันสำหรับน้ำมันแต่ละประเภท เพื่อให้ราคาน้ำมันขายปลีกปลายทางไม่เท่ากัน และยังช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้จากการขายพืชผลการเกษตร
โดย สํานักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) จัดทําแผนการลดการจ่ายเงินชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ พ.ศ.2568-69 เพื่อให้การลดการจ่ายเงินชดเชยดังกล่าวสอดคล้องกับมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 และให้กองทุนน้ำมันดําเนินการตามพันธกิจบรรลุเป้าประสงค์
ต่อเรื่องนี้ ศาณินทร์ ตริยานนท์ นายกสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทย มองว่า หากไทยไม่ชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนอาจยากขึ้น เพราะการไม่ชดเชยจะลดใช้ไบโอดีเซล ขณะที่ทั้งโลกส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลมากขึ้น ปัจจุบันไปถึง B35 และกำลังจะใช้ B50 ในปีหน้า อาทิ สหรัฐ บราซิล จีน เพื่อมุ่งก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ขณะที่ไทยจะบังคับใช้ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปีหน้า จึงต้องดูทิศทางนโยบายพลังงานทดแทนต่อไป
จึงเป็นเรื่องที่ภาครัฐต้องขบคิดต่อว่า เพราะเชื้อเพลิงชีวภาพเป็นทางออกหนึ่งที่ช่วยไทยลุยภารกิจลดโลกร้อน
แต่กฎหมายกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกลับย้อนแย้งกับภารกิจข้างต้น

