นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ในงานส่งเสริมการขายด้านการท่องเที่ยวระดับโลก หรือไอทีบี ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ระหว่างวันที่ 8 – 12 มีนาคมนี้ กระทรวงจะนำสินค้าด้านอัญมณีไปโปรโมทต่อผู้ประกอบการท่องเที่ยว และสื่อมวลชน เพื่อให้รับรู้ว่าประเทศไทยกำลังโปรโมทสินค้าประเภทนี้ เนื่องจากกระทรวงเห็นว่าสินค้านี้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว หากผลักดันให้เป็นสินค้าทางการท่องเที่ยว ที่ทำให้รู้สึกว่าเมื่อมาเที่ยวเมืองไทย นักท่องเที่ยวจะต้องซื้อสินค้านี้กลับไป โดยคาดหวังว่าจะเพิ่มรายได้เข้ากับประเทศ 10-20% จากมูลค่ายอดขายที่นักท่องเที่ยวเข้ามาซื้ออยู่แล้วแต่ละปีราว 1 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้ประเทศมีโอกาสได้นักท่องเที่ยวคุณภาพ มีศักยภาพในการใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น
“จากข้อมูลของสมาพันธ์อัญมณีเครื่องประดับและโลหะมีค่า พบว่า แต่ละปีจะมียอดขายอัญมณีราว 1 แสนล้านบาท และยอดส่งออกไปยังต่างประเทศอีก 4 แสนล้านบาท หากกระทรวงหันมาให้ความสำคัญโปรโมทสินค้าประเภทนี้ จะทำให้ประเทศได้นักท่องเที่ยวคุณภาพมากขึ้นตามเป้าหมายที่สร้างไว้ ขณะเดียวกันมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเร็วๆ นี้ เห็นชอบปั้นไทยเป็นศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลก โดยสนับสนุนยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม(แว็ต) สำหรับการนำเข้าเพื่อขายในกลุ่มสินค้าอัญมณีที่ยังไม่ได้เจียระไนเหลือภาษี 0% เป็นการถาวร ซึ่งจะทำให้ราคาอัญมณีของไทยมีราคาถูกกว่าหลายๆ ประเทศ ประกอบกับสมาพันธ์ฯ ออกเงื่อนไขในการซื้อและคืนสินค้าออกมาใหม่ แทบเป็นเงื่อนไขแรกของโลก โดยลูกค้าที่ซื้อและต้องการคืนสินค้า หากไม่พอใจ ยินดีคืนเงินภายใต้เงื่อนไข คือ 1. หากซื้อสินค้าและประสงค์คืนเงินภายใน 24 ชั่วโมง จะได้รับเงินคืน 100% ของราคาสินค้าที่ซื้อ 2.หากคืนหลังจาก 24 ชั่วโมงที่ซื้อแต่ไม่เกิน 30 วัน ได้เงินคืน 90% 3.หากคืนหลังซื้อตั้งแต่ 30 วันขึ้นไป แต่ไม่เกิน 45 วัน จะได้เงินคืน 80% 4. หากคืนหลังจาก 45 วันที่ซื้อสินค้า จะได้เงินคืนตามการเจรจาระหว่างทางร้านกับลูกค้า”นางกอบกาญจน์ กล่าว
นางกอบกาญจน์ กล่าวว่า สำหรับตลาดที่นิยมซื้อและมีมูลค่าสูงสุดในช่วงที่ผ่านมา จะเป็นตลาดจากจีน อินเดีย และอังกฤษตามลำดับ ซึ่งหลังจากการทำการโปรโมทสินค้านี้ จะยังคงเน้นจับกลุ่มตลาดดังกล่าว พร้อมกับเพิ่มตลาดใหม่ๆ อาทิ ตลาดจากเอเชีย อาเซียน รวมถึงในยุโรป เช่น รัสเซีย คาดว่า จะได้รับการตอบรับจากตลาดต่างๆ เป็นอย่างดี เพราะด้วยพื้นฐานที่ประเทศไทยมีฝีมือการออกแบบสินค้าที่ปราณีต สวยงาม ไม่เหมือนประเทศอื่นแล้ว ยังมีสมาชิกของสมาพันธ์ฯ 71 ร้านค้า ที่เข้าร่วมเงื่อนไขกระจายตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ ในเมืองไทย รองรับความต้องการของนักท่องเที่ยว ประกอบด้วย พื้นที่กรุงเทพ 64 แห่ง ภูเก็ต 4 แห่ง และ ชลบุรี นครศรีธรรมราช สมุทรปราการอีกจังหวัดละ 1 แห่ง ซึ่งทางกระทรวงจะนำตราสัญลักษณ์ช้างชูงวงเริงร่า ของกรมการท่องเที่ยว มอบให้กับร้านค้าเหล่านี้ เพื่อให้นักท่องเที่ยวรับรู้ว่าเป็นร้านที่ได้มาตรฐาน หากร้านอื่นสนใจก็สามารถประสานมายังกระทรวง เพื่อดำเนินการต่อไป
นางกอบกาญจน์ กล่าวว่า ในวันที่ 2 มีนาคม ตนพร้อมด้วยพลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) จะลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเพื่อสำรวจปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต โดยเฉพาะปัญหาความแอดอัดของสนามบิน จนส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยว ในช่วงที่มีการขยายพื้นที่สนามบิน รวมถึงปัญหาอาชญากรรม หลอกลวงด้านการท่องเที่ยว และที่สำคัญ คือ ปัญหาที่ภาคผู้ประกอบการและทางจังหวัดภูเก็ตเสนอให้จัดพื้นที่โซนนิ่งสถานบันเทิง พร้อมกับขยายเวลาปิดบริการเป็น 04.00 น. ซึ่งทางผู้เสนอระบุว่า จะช่วยให้นักท่องเที่ยวปลอดภัยมากขึ้น เนื่องจากยังอยู่ในพื้นที่ ไม่ทำให้นักท่องเที่ยวกระจายไปตามชายหาด เพราะต้องการดื่มสังสรรค์ต่อ จนสุดท้ายเกิดปัญหาอาชญากรรมตามมา เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลไม่ทั่วถึง ซึ่งตามหลักการตนเห็นด้วย แต่จะมีข้อสรุปอย่างใด ต้องรอดูผลประเมินจากทุกฝ่ายก่อน อย่างไรก็ตาม เรื่องภาพลักษณ์เมืองพัทยา ตามที่สำนักข่าวระดับโลกรายงานไปนั้น กระทรวงคาดว่าจะลงพื้นที่สำรวจภายในเดือนมีนาคม เพื่อวางแผนจัดระเบียบพื้นที่ที่มีปัญหาว่าต้องทำอย่างไรให้ดีขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาพัทยามีแหล่งท่องเที่ยวอีกมากมาย หรือเป็นสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาทางน้ำระดับโลก เช่น การแข่งขันเจ็ท สกี และกระทรวงพยายามนำเสนอให้กับผู้สนใจกีฬาได้รับทราบ และเดินทางมาเมืองไทย

