ภาคเอกชน…สะท้อน‘บาทแข็ง’
กระทบ‘ส่งออก-ท่องเที่ยวไทย’
หมายเหตุ – หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมผู้แทนจากภาคธุรกิจ และ 7 สมาคม ได้แก่ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออก สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย สมาคมการค้าอาหารสัตว์เลี้ยงไทย สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป และสมาคมโรงแรมไทย แถลงข่าวขานรับ 10 นโยบายกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำกับดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่ภาคธุรกิจไทยสามารถแข่งขันได้ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเต็มศักยภาพ ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 23 กันยายน
สนั่น อังอุบลกุล
ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
“หอการค้าไทยได้ทำหนังสือขอเข้าพบและหารือปัญหาต่างๆ ที่กำลังเผชิญกับทุกกระทรวง รวมถึงคณะกรรมการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่คาดว่าหลังประชุมนัดแรกวันที่ 24 กันยายนนี้ จะมีความชัดเจนในระดับหนึ่ง ซึ่งปัญหาเฉพาะหน้าที่อยากให้เร่ง คือดูแลค่าบาทที่แข็งเร็วและรุนแรง ที่กำลังส่งผลกระทบต่อภาคเอกชนอย่างหนัก จะขอเข้าพบกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยเร็ว เพื่อชี้แจงสถานการณ์ของภาคเอกชนที่กำลังประสบ และหารือว่าจะดูแลอย่างไร เพื่อให้ไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก เพราะหากยืดเยื้ออาจกระทบต่อเป้าส่งออกไทยที่ปี 2567 คาดว่าจะโตได้ 2-3% โดยมองว่าค่าเงินบาทตอนนี้ไม่ควรแข็งค่าเกิน 34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หากแข็งหลุด 33 บาท ถือว่าแข็งเกินไปมาก
นอกจากนี้ หอการค้าไทยสนับสนุนการประกาศ 10 นโยบายของ พณ. ประกอบด้วย นโยบายลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาส การบริหารให้เกิดความสมดุลระหว่างผู้บริโภค เกษตรกร และผู้ประกอบการ การแก้ข้อจำกัดของกฎหมาย และปรับปรุงข้อกฎหมายที่ล้าสมัย ขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจฐานราก เร่งผลักดันการส่งออกให้ตัวเลขเป็นบวกขึ้น การเร่งเจรจา FTA พานักธุรกิจไทยไปบุกต่างประเทศ การปรับโครงสร้างการส่งออกให้ทันสมัย และการส่งเสริมสินค้ารักษ์โลก ซึ่งหลายมาตรการของ พณ.ตรงกับข้อเสนอ และแนวทางของหอการค้าไทยที่อยู่ระหว่างดำเนินการควบคู่ไปกับรัฐบาล ทั้งนี้ แบ่งมาตรการต่างๆ ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
1.มาตรการที่กระทบต่อคนส่วนใหญ่ ทั้งการลดค่าใช้จ่าย และมาตรการเยียวยาประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ตลอดจนการนำเอาสินค้าร้านธงฟ้าเข้าไปช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของคนในพื้นที่ จะเริ่มในไตรมาส 4 นี้ หอการค้าไทยได้ตั้งคณะกรรมการดูแลและฟื้นฟูน้ำท่วม ที่จะจัดกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะจัดหาแหล่งกู้ดอกเบี้ยต่ำ ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านเงิน 1 หมื่นบาท ต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่เล็งเห็นถึงความสำคัญในระยะเร่งด่วนของกลุ่มเปราะบาง ส่วนนี้เชื่อว่าจะเกิดการใช้จ่ายทันที
นอกจากนี้ ระยะสั้น หอการค้าไทยยังเห็นว่าสามารถดึงกำลังซื้อจากประชาชนกลุ่มต่างๆ ได้ โดยได้เสนอโครงการคูณสอง ดึงกำลังซื้อจากประชาชน โดยรัฐมีส่วนสนับสนุนกึ่งหนึ่ง ขณะที่กลุ่มที่มีรายได้สูง ยังอยากเห็นการนำเอามาตรการจูงใจทางภาษี เช่น Easy E-Receipt เข้ามากระตุ้นการจับจ่ายในช่วงที่เหลือของปี โดยใช้งบประมาณภาครัฐไม่มาก แต่กระตุ้นกำลังซื้อ และดึงเงินประชาชนที่มีความพร้อมใช้จ่าย จะช่วยดึงเศรษฐกิจฟื้นได้เร็ว ควรเร่งทำทันทีก่อนเข้าเทศกาลปีใหม่
2.มาตรการสำหรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการเร่งแก้หนี้ ทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ โดยเฉพาะหนี้ที่เป็นอุปกรณ์ทำมาหากินของผู้ประกอบการรายย่อย เช่น รถกระบะที่มีแนวโน้มถูกยึดสูง รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการเฉพาะเข้ามาช่วยเหลือกลุ่มนี้ให้สามารถใช้เป็นเครื่องมือทำมาหากินได้ สำหรับระยะยาว ปัญหาหนี้นอกระบบเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข หอการค้าไทยมีแผนที่จะเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและ ธปท. เพื่อพูดคุยและหาแนวทางที่เหมาะสมในการออกมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว
ในด้านการขยายตลาดต่างประเทศ ผ่านการทำงานเชิงรุกในประเทศกลุ่มเป้าหมาย Strategic Country เช่น ในตะวันออกกลาง ซาอุดีอาระเบีย จีน เวียดนาม และอินเดีย โดยรัฐบาลจำเป็นต้องปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจอย่างจริงจัง และวัดผลได้ เร่งผลักดัน FTA และเดินหน้าพื้นที่ EEC ต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในการส่งเสริม New Industry ภายในประเทศ
ส่วนนี้รัฐบาลจำเป็นต้องเข้าไปขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม และพัฒนาระบบน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนเดินหน้ายกระดับ 10 เมืองสู่เมืองหลัก เพื่อกระจายความเจริญไปทั่วประเทศ ทั้งในมิติการลงทุน การท่องเที่ยว และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมขนส่งทั้งในและข้ามจังหวัดให้ดีขึ้น ซึ่งเอกชนอยากให้ทบทวนเรื่องลดดอกเบี้ยด้วย อีกทางที่จะลดภาระ และทำให้ธุรกิจ และประชาชน ฟื้นตัวได้เร็ว
3.นโยบายเฉพาะสำหรับแต่ละกลุ่ม เช่น ภาคการเกษตร หอการค้าไทยได้ทำศูนย์ประสานงานสินค้าภาคเกษตร ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงความต้องการของตลาดกับสินค้าภาคเกษตรที่มีอยู่ในแต่ละพื้นที่ ขณะเดียวกันได้หารือ และเตรียมข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาสินค้าต่างประเทศทุ่มตลาดเข้ามายังประเทศไทย การส่งเสริม Green Industry ที่ไม่ใช่เฉพาะสินค้า แต่รวมถึงภาคการค้า และบริการด้วย โดยเฉพาะบริษัทใหญ่ที่มีความพร้อมสามารถเข้าไปช่วยผู้ประกอบการที่อยู่ใน supply chain ให้เปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนได้
นอกจากนี้ ฝากถึงรัฐบาลเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 และ 2568 โดยเฉพาะงบการลงทุนและก่อสร้าง ส่วนนี้จะมีส่วนสำคัญช่วยให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ ทั้งนี้ หอการค้าไทย และเครือข่ายสมาชิกทั่วประเทศ พร้อมสนับสนุน และทำงานร่วมกับ พณ. รวมถึงหน่วยงานภาคที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้เห็นผลเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ ภาคเอกชนในนามคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย กำลังจัดทำสมุดปกขาว ยื่นให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาล เพื่อให้ผลักดันตามข้อเสนอของภาคเอกชน คาดจะยื่นภายใน 2 สัปดาห์จากนี้ ซึ่งวันที่ 15 ตุลาคมนี้ กกร.จะแถลงข่าวอีกครั้ง
พจน์ อร่ามวัฒนานนท์
รองประธานกรรมการคนที่ 1 หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
“หอการค้าไทยได้รับการร้องเรียนและข้อเสนอจากสมาคมและผู้ส่งออกจำนวนมาก ให้ประสานกระทรวงการคลังและ ธปท. สร้างสมดุลค่าเงินบาทกับประเทศคู่ค้าคู่แข่ง ไม่ให้มีช่วงห่างแข็งค่าเกินไป นับจากปี 2540 เป็นครั้งแรกที่ค่าเงินบาทแข็งค่ารวดเร็ว รุนแรง ในระยะเวลาสั้นๆ และแข็งค่าเกินสถานการณ์ที่ควรเป็น อีกทั้งไม่รู้ทิศทางว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าไปเท่าไหร่ หากเทียบต้นปี 2567 ค่าบาทอยู่ที่ 37 บาทต่อเหรียญสหรัฐ วันนี้บาทอยู่ที่ 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เท่ากับแข็งค่าแล้ว 14-15% ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก และภาคธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ เมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้น ค่าใช้จ่ายนักท่องเที่ยวต่างชาติจะสูงขึ้นตาม ทำให้การท่องเที่ยวไทยกลายเป็นจุดหมายที่มีราคาสูง และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทย จะจับจ่ายใช้สอยน้อยลง เพราะรู้สึกว่าสินค้าและบริการแพงขึ้นกว่าปกติ และอาจจะเลือกไปยังประเทศที่มีค่าเงินอ่อนกว่าและคุ้มค่ามากกว่า
จากข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุ หากค่าเงินบาทแข็งค่าเฉลี่ย 1% ต่อปี กระทบรายได้ผู้ประกอบการในภาคการส่งออกเกือบ 1 แสนล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นกว่า 0.5% ของจีดีพีปกติ ค่าเงินบาทที่ผันผวนในปัจจุบันจะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยโดยทันที โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก หรือ Local Content อาทิ กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร ที่ใช้ 80-90%
การที่ค่าเงินบาทผันผวน จะส่งผลกระทบใน 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1.ขีดความสามารถในการแข่งขัน ค่าเงินบาทที่ผันผวน จะทำให้ลดขีดความสามารถในการส่งออกอย่างมาก โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบ หรือปัจจัยการผลิตที่ใช้ในอุตสาหกรรมเกษตร และประมงจะปรับสูงขึ้นทันที 10% ส่งผลให้ผู้ผลิตและแปรรูปในไทยอาจต้องปรับราคาสินค้าให้สูงขึ้นตาม จะทำให้ลดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก เนื่องจากผู้ซื้อจะหันไปหาสินค้าจากประเทศอื่นที่มีราคาถูกกว่า
2.การวางแผนการผลิตและการตลาด หากค่าเงินเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ผลิต และแปรรูป อาจไม่สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาด หรือการผลิตได้ทันเวลา ทำให้ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นปัญหาด้านห่วงโซ่ธุรกิจ
3.ความไม่แน่นอน และเพิ่มความเสี่ยงทางธุรกิจส่งออก เนื่องจากความผันผวนของค่าเงิน ความผันผวนของค่าเงินสร้างความไม่แน่นอนในตลาด การลงทุน และการวางแผนธุรกิจจะยากขึ้น อาจทำให้ผู้ประกอบการไม่กล้าลงทุนในโครงการใหม่ หรือขยายตลาด ส่งผลให้ขาดโอกาสในการพัฒนา และเติบโตในอุตสาหกรรมของไทยอย่างเหมาะสม
จึงขอให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่กำกับดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ ไม่ผันผวนอย่างรุนแรงจนเกินไป และดูแลค่าเงินบาทให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคา พร้อมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการภายในประเทศ ปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์โลกปัจจุบัน เพื่อหาจุดแข็งและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าของตนเอง ตลอดจนการสร้างความยั่งยืนและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางการค้า โดยมีภาครัฐเป็น Facilitator และต้องหารือร่วมกับเอกชนอย่างต่อเนื่อง
การจะให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีที่สุดนั้น มาจากภาคผลิต การค้าขาย ส่งออก ท่องเที่ยว ลงทุน การแจกเงินเป็นเรื่องผลได้ชั่วคราว ดังนั้น รัฐต้องดูว่าอะไรที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากิน วันนี้ไม่อาจจะระบุว่าบาทต้องเท่านั้น เท่านี้ แต่จะสะท้อนให้เห็บาทแข็ง เป็นประเด็นร้อน กระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชน ต้องเร่งแก้ไข จะบอกบาทแข็งดีต่อนำเข้า ย้อนดูเป็นการนำเข้ากลุ่มทุนเพื่อมาผลิตและส่งออก แต่หากต้องแข่ง ยากกับการตั้งราคาขายใกล้เคียงกับคู่แข่งที่ไม่เจอปัญหาค่าเงินแข็ง เขาจะตั้งราคาได้ดี ถูกกว่าเรา
อีกทั้งในประเทศจะต้องแบกรับการปรับค่าแรงงาน 400 บาทอีก เรื่องนี้ภาคเอกชนมองว่าปี 2567 ไม่ควรจะขยับค่าจ้างแรงงานอีก เพราะปีนี้ปรับแล้ว 2 รอบ สภาพธุรกิจ และตลาดการค้ายังไม่เอื้ออำนวยที่จะปรับค่าแรง หรือแบกรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ควรเลื่อนไปปรับปี 2568 ซึ่งปรับประจำทุกปีอยู่แล้ว แม้มองว่าบาทแข็งดีต่อนำเข้า แต่ต้องดูเรื่องภาระในประเทศที่เพิ่มขึ้น การผลิตเพื่อส่งออก แต่ได้รับรายได้ลดลงจากค่าบาท และยังต้องแข่งขันได้ยากกับประเทศที่ค่าเงินไม่ได้แข็งกว่าไทย หรืออ่อนค่ากว่า
ส่วนมาตรการดูแลบาท ทางการคลังและการเงินต้องหารือกัน เอกชนไม่รู้หรอกว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่รู้ว่าเมื่อบาทแข็งกว่าประเทศอื่น จะเหนื่อยต่อการเจรจา และคุมราคาขาย เพื่อไม่ให้เกิดการขาดทุนในอนาคต ซึ่งปีนี้อาจรอด แต่ปีหน้าจะแย่ตั้งแต่ไตรมาสแรกได้ ถ้าค่าบาทยังแข็งและรัฐไม่ถอยเรื่องปรับค่าแรงงาน 400 บาท ต้นทุนขึ้นมาก ธุรกิจรับไม่ไหว จะมีผลต่อการบริการจัดการ และส่งผลต่อการชะลอจ้างงานในอนาคตด้วย
ทั้งนี้ หอการค้าไทยได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาสินค้าราคาถูก ไม่มีคุณภาพ ที่ไหลทะลักเข้ามาในประเทศ สร้างความเสียหายต่อผู้บริโภคและส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยส่วนนี้ได้หารือและอยู่ระหว่างการประสานความร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ในการติดตามดูแลสินค้าไทย-จีน และจัดทำโครงสร้างการค้าที่เป็นธรรมทั้ง 2 ประเทศ เป็นต้น”

