‘จุลพันธ์’ ยันเฟส 2 แจกแน่นอน หลังโอนเงินหมื่นให้กลุ่มเปราะบางวันแรกแล้ว 3.2 ล้านคน
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า หลังจากมีการโอนเงินสด 1 หมื่นบาท ให้กับกลุ่มเปราะบางเฟสแรกแล้วนั้น การแจกเงิน 1 หมื่นบาท เฟส 2 ยืนยันว่าได้แน่นอน เพราะอย่างไรเราต้องเดินหน้าโครงการในรูปแบบของดิจิทัลวอลเล็ต เพราะเฟส 2 มองถึงประโยชน์ 2 มิติ ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ และทักษะการใช้ดิจิทัล (Digital literacy) ส่วนจำนวนจะอยู่ที่ 36 ล้านคนจากการลงทะเบียนหรือไม่นั้น ยังต้องพิจารณาเพิ่มเติมอีกครั้ง ว่ามีจำนวนสิทธิได้รับจริงอยู่ที่เท่าใด จำนวนซ้ำกับที่ให้เงินในกลุ่มเปราะบางแล้ว 14.5 ล้านคนหรือไม่ หากตัดออกไปจะเหลือประมาณ 26 ล้านคน ส่วนกลุ่มเปราะบางที่เหลืออีก 4 ล้านคน อาจเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีสมาร์ทโฟน แนวโน้มจึงมีตัวเลขประมาณเท่านี้
นายจุลพันธ์กล่าวว่า ตัวเลขการโอนเงินให้กลุ่มเปราะบาง จากเป้าหมาย 3.2 ล้านคน โอนได้แล้วเสร็จประมาณ 3.1 ล้านคน เท่ากับมีการตกหล่นไม่มากนัก โดยในวันที่ 26 กันยายนนี้ จะโอนอีก 4.5 ล้านคน วันที่ 27 กันยายน จะโอนอีก 4.5 ล้านคน ก่อนจะโอนส่วนที่เหลือทั้งหมดในวันที่ 28 กันยายน โดยกลุ่มเปราะบางบางส่วนที่ตกหล่นนั้น ต้องแยกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หากเป็นบัตรที่มีการเคลื่อนไหว ตรวจสอบสิทธิแล้วมีเงินเข้าในรายเดือนอยู่แล้ว อย่างไรก็ได้รับเงินโอนเข้าแน่นอน แต่หากไม่มีการผูกบัญชีไว้กับพร้อมเพย์ จะไม่สามารถโอนได้ ซึ่งการโอนเงินในวันแรกก็มีบางกลุ่มที่ไม่ได้กดคำสั่งโอนไป และกลุ่มผู้พิการที่มีข้อจำกัดอยู่ อาทิ ตัวบัตรต้องมีการต่ออายุ ต้องดำเนินการให้ครบถ้วนตามเงื่อนไขของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งกลุ่มนี้มีประมาณ 9.3 หมื่นคน หากดำเนินการตามเงื่อนไขของ พม.ได้รวดเร็ว การโอนเงินเข้าในรอบถัดไปจะได้รับทันที
“ประเมินภาพจากการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนตามตลาดนัด หลังโอนเงิน 1 หมื่นบาทในวันแรกแล้ว พบว่ามีความคึกคักมาก มีผลต่อเนื่อง เพราะเม็ดเงินไม่ได้หายไปไหน เงินจะหมุนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ และใช้จ่ายต่อเนื่องไปอีกหลายๆ รอบ ผลกระทบครั้งนี้จึงเป็นการสร้างความมั่นใจกับระบบเศรษฐกิจ ผู้บริโภค และผู้ผลิต ทำให้เกิดการผลิต รวมถึงการจ้างงานขึ้นเป็นระลอก ผลในทางบวกจึงเกิดขึ้นอยู่แล้ว เพราะข้อดีคือ ความรวดเร็ว ใส่เม็ดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจได้ภายในไตรมาส 3/2567 ซึ่งจะส่งผลต่อตัวเลขการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวมได้” นายจุลพันธ์กล่าว
นายจุลพันธ์กล่าวว่า ด้านความกังวลการนำเงินไปใช้ในเศรษฐกิจนอกระบบ อาทิ การชำระหนี้นอกระบบ หรือการพนันต่างๆ มองว่ามีความเป็นไปได้ แต่แนวโน้มค่อนข้างต่ำ เพราะกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางมากจริงๆ บางคนได้เงิน 1 หมื่นโอนเข้าบัญชีแล้ว นำสมุดบัญชีมาดูพบว่ายอดเงินรวมมีอยู่ที่ 1 หมื่นกับ 10 สตางค์ หมายความว่าก่อนหน้าได้เงิน 1 หมื่นบาท มีเงินอยู่เพียง 10 สตางค์เท่านั้น สะท้อนถึงกลุ่มเปราะบางที่มีความอ่อนแอจริงๆ จึงเชื่อมั่นได้ว่าจะนำเงินที่ได้ไปใช้ในการอุปโภคบริโภค และการลงทุน
นายจุลพันธ์กล่าวว่า สำหรับตัวเลขผลต่อเศรษฐกิจ ประเมินไว้ที่ 0.35% ต่อจีดีพี แต่มองว่าไม่ได้หยุดในรอบนี้ เพราะตัวเลขอาจโชว์ในปีนี้และสะท้อนต่อไปได้ เนื่องจากมีโมเมนตัมทางเศรษฐกิจ เมื่อรอบนี้ใส่ลงไปแล้ว หากเราสามารถบริหารจัดการเงินส่วนที่เหลือได้เร็ว และใส่เงินเติมเข้าไปอีกระลอก จะเกิดแรงหนุนเสริมซึ่งกันและกัน เพราะต้องเข้าใจว่าเงินที่ตั้งเป้าหมายไว้ทั้งโครงการ 4.5 แสนล้านบาท หากลงไป 1 ก้อนรวดเดียวจะเกิดขึ้นระลอกใหญ่ แต่แบ่งเป็นรอบแบบนี้ก็จะเกิดเป็นโมเมนตัม หากเติมลงไปอีก 1 รอบได้ถูกจังหวะจะหนุนเสริมกัน เพราะเงินระลอกแรกไม่ได้หายไปไหน มีการหมุนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ
นายจุลพันธ์กล่าวว่า ผลต่อเศรษฐกิจที่วางไว้ในวันแรกที่คิดโครงการขึ้นมากับวันนี้ยอมรับว่าแตกต่างกัน แต่ต้องยอมรับในข้อจำกัดที่เรามี ความจำเป็นเร่งด่วนที่แตกต่างกัน ข้อจำกัดของกลไกที่ต้องทำ การพัฒนาระบบ ข้อกฎหมาย และความเสี่ยงของรัฐบาล ซึ่งยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ต้องบริหารจัดการ แม้เรามั่นใจว่ามีการดำเนินการถูกต้องแล้ว แต่เมื่อมีข้อร้องเรียนขึ้นมาก็ต้องปรับให้ปลอดภัยมากที่สุด ยกตัวอย่างนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกร้องเรียนทำให้เกิดความคลุมเครือ ซึ่งมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ มีผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และการลงทุน ซึ่งเราไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น โดยผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ประเมินตอนนี้อาจเร็วเกินไป เพราะต้องรอดูการใส่เม็ดเงินในระลอกถัดไปให้จบก่อน แต่หากประเมินจากตัวเลขวงเงินในรอบแรก 1.4 แสนล้านบาท กับ 4.5 แสนล้านบาททั้งก้อน ก็ชัดเจนว่าแตกต่างกัน แต่ต้องวัดผลหลังจบโครงการว่าจะมีผลแตกต่างกันมากน้อยเท่าใดแบบจริงๆ
นายจุลพันธ์กล่าวว่า จากกรณีความกังวลกระแสข่าวโอนเงิน 1 หมื่นบาทเข้าบัญชีแล้วถูกธนาคารหักออกไปเพื่อใช้หนี้เดิม ซึ่งส่งต่อในช่องทางออนไลน์นั้น ยืนยันว่าการโอนเงินสดจำนวน 1 หมื่นบาทให้กับกลุ่มเปราะบางก่อนในเฟสแรกนั้น เมื่อประชาชนได้รับเงินโอนเข้าตามธนาคารที่ผูกบัญชีพร้อมเพย์ไว้แล้ว ไม่มีการหักเงินออกจากบัญชีอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารใดก็ตาม เพราะไม่มีนโยบายลักษณะดังกล่าว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบดูว่ากรณีที่เกิดขึ้นนั้น มาจากสาเหตุอะไร เพราะการโอนเงินเข้าแล้วถูกหักหนี้เก่าไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นเม็ดเงินที่ประชาชนผู้ได้รับจะต้องนำไปใช้จ่าย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจตามวัตถุประสงค์ของโครงการ โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในจำนวนกลุ่มเปราะบาง 14.5 ล้านคน มีผู้ลงทะเบียนรับจากธนาคาร ธ.ก.ส.กว่าครึ่ง หรือประมาณ 7.5 ล้านคน ขณะนี้ดำเนินการโอนไปแล้วประมาณ 1.64 ล้านคน เหลืออยู่ประมาณ 5.9 ล้านคน ที่จะดำเนินการต่อไป โดยฝากยืนยันกับพี่น้องประชาชนที่มีสิทธิได้รับเงินโอน 1 หมื่นบาทนี้ ว่าไม่มีนโยบายให้ธนาคารใดหักเงินจากบัญชีที่ได้รับอย่างแน่นอน

