กรุงศรี เปิด 4 ตัวแปร ส่งผลเศรษฐกิจ-ลงทุน โค้งสุดท้ายปี67
วันที่ 25 กันยายน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) จัดงานสัมมนาพิเศษสำหรับลูกค้ากรุงศรี ไพรเวท แบงก์กิ้ง และกรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ ที่จังหวัดภูเก็ต เพื่ออัพเดตทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนในไตรมาสสุดท้ายของปี 2567 โดยสรุปว่าสถานการณ์การลงทุนทั่วโลกในช่วงที่เหลือของปียังคงผันผวนต่อเนื่อง อันเป็นผลจากทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ชะลอตัวลง และการรอความชัดเจนของการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางสหรัฐ( FED)มีแนวโน้มจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงภายในปี 2567 นี้ และนับเป็นการเริ่มต้นวงจรดอกเบี้ยขาลง โดยมองว่าการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศยังคงน่าสนใจ ส่วนการลงทุนในหุ้นเน้นกลุ่มปลอดภัยและได้ประโยชน์จากการลดดอกเบี้ยของ FED ซึ่งได้แก่ กลุ่มหุ้นโลกที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีรายได้มั่นคง กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และการแพทย์
นางสาวกมลพันธ์ เฉลิมสกุลรัตน์ รองผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภูเก็ต กล่าวถึงภาพรวมธุรกิจท่องเที่ยวในภูเก็ต รวมถึงโอกาสทางธุรกิจในภูเก็ต โดยสรุปว่าเดือนมกราคม – กรกฎาคมที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางมายังภูเก็ตกว่า 7.6 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 284,000ล้านบาท มีสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 70% และคนไทย 30% คาดการณ์ทั้งปีนี้มีนักท่องเที่ยว 14 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 400,000 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายสร้างให้ภูเก็ตกลายเป็น Smart City ศูนย์กลางของเรือสำราญ รวมถึงคอนเสิร์ต หรือการจัดอีเวนต์ขนาดใหญ่ รวมถึงผลักดันให้ภูเก็ต เป็นเขตปกครองตัวเองพิเศษ
ขณะที่นักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายท่องเที่ยวของภูเก็ต เน้นกลุ่มคนแสวงหาความเป็นส่วนตัว มองหาประสบการณ์ใหม่ๆ ใส่ใจอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มาแบบครอบครัวใหญ่และช่วงเวลาเดินทางยาวนาน รวมถึงมีกำลังซื้อสูง รวมถึงนักท่องเที่ยวในกลุ่ม Sustainability ซึ่งสนใจเข้าพักในโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นพิเศษ นอกจากนี้ มองว่า กลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตในอนาคตและน่าจับตามอง ธุรกิจแรก คือ อสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะ House Residence ธุรกิจสอง คือ การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ โดยในอนาคตจะมีโรงพยาบาลขนาดใหญ่ อย่างโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มาเปิดสาขาที่ภูเก็ต อีกธุรกิจ คือ ธุรกิจส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น ขยายถนน เพิ่มสนามบินนานาชาติ สร้างระบบรถไฟฟ้า
นายวิรัตน์ วิทยศรีธาดา, CFA ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์และที่ปรึกษาการลงทุน และหัวหน้าทีม Krungsri Investment Intelligence ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงปัจจัยการลงทุนที่ควรจับตามองในช่วงไตรมาส 4/2567 นั้น ต้องติดตาม 4 ประเด็น คือ 1. นโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก กำลังเข้าสู่ช่วงอัตราดอกเบี้ยขาลง คาดFED ปรับดอกเบี้ยต่อเนื่องจาก 5% สิ้นปี 2567 เหลือ 4% และ 3% ช่วงปี 2568 – 2569
2.ทิศทางเศรษฐกิจโลกและแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ การที่ FED ขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ตลาดแรงงานมีจำนวนว่างงานเพิ่มขึ้น โอกาสเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยช่วง 12 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 30% แต่เป็นสิ่งที่ต้องติดตามเช่นกัน เศรษฐกิจสหรัฐฯยังคงเป็น Soft Landing ได้ และด้วยทิศทางเศรษฐกิจไตรมาส 3/2567 เติบโต ตลาดแรงงานเริ่มชะลอตัวลง จึงน่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เฟดลดดอกเบี้ย นอกจากนี้ เงินเฟ้อชะลอตัวลงมาอย่างต่อเนื่องจากการคลี่คลายของห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ภาคบริการคิดเป็นประมาณ 70 – 80% ของขนาดเศรษฐกิจ และการใช้จ่ายผ่านยอดค้าปลีกอยู่ในเกณฑ์ดี หนี้สินภาคครัวเรือน และ ความสามารถในการชำระหนี้ คงไม่น่ากังวล แม้ว่าหนี้บัตรเครดิตดูมีความกังวล แต่คิดเป็นเพียง 6.4% ของหนี้ภาคครัวเรือน อย่างไรก็ตาม ยังคงเน้นย้ำเรื่องของการติดตามตัวเลขเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
3.ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ แม้ว่าผลการเลือกตั้งยังไม่ชัดเจน แต่หากโดนัลด์ ทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง คาดอาจก่อให้เกิดประเด็นเรื่องการตั้งกำแพงภาษี คล้ายกับสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ขณะที่นโยบายของกมลา แฮร์รีส พยายามปรับขึ้นภาษีนิติบุคคลจาก 21% เป็น 28% ซึ่งไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไรเชื่อว่าต่างมีนัยยะหรือผลกระทบที่แตกต่างทั้งในเรื่องเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ทั้งนี้ จากสถิติในช่วงก่อนการเลือกตั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมา ตลาดหุ้นมักมีความผันผวน แต่หลังจากเสร็จสิ้นการเลือกตั้งตลาดหุ้น S&P500 มักจะปรับตัวขึ้น หรือเกิด Election Rally
4. การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ เศรษฐกิจจีนยังไม่สามารถที่จะฟื้นตัวได้อย่างชัดเจน ทำให้เริ่มมีการปรับลดประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจจีนลงสู่ระดับ 4.8% นอกจากนี้ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่คิดเป็น 20% ของ GDP จีน ยังไม่เห็นการฟื้นตัว การลงทุนในจีนยังคงต้องรอการฟื้นตัวของราคาบ้าน และการฟื้นตัวของการใช้จ่ายในประเทศผ่านการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อ ซึ่งมองว่าตลาด Emerging Markets (ไม่รวมจีน) มีความน่าสนใจมากกว่า โดยมีการเติบโตอยู่ในระดับสูง Valuation ไม่แพง และได้ประโยชน์จากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า และการลดดอกเบี้ยของ FED นอกจากนี้ การลงทุนในเวียดนามยังคงน่าสนใจด้วยเช่นกัน
นายเกียรติศักดิ์ ปรีชาอนุสรณ์, CFA ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนทางเลือก บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด กล่าวถึงภาพการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังมีโอกาสที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า หลังจาก FED มีการปรับลดดอกเบี้ย ทั้งนี้ ตลาดคาดการณ์ประเด็น FED ลดดอกเบี้ยตั้งแต่ในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งผลตอบแทนของสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อช่วงวันที่ 11 กรกฎาคม อันดับหนึ่ง คือ การปรับตัวของตราสารหนี้ต่างประเทศที่ได้ประโยชน์ชัดเจนจากดอกเบี้ยที่ปรับลดลง โดยผลตอบแทนที่เกิดขึ้นมาจาก 2 ส่วน คือ ดอกเบี้ย และ Capital Gain ซึ่งเมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับลดลงส่งผลให้ราคาตราสารหนี้ปรับเพิ่มขึ้น
สำหรับการลงทุนยังคงแนะนำตราสารหนี้ต่างประเทศที่มีอายุยาวกว่าตราสารหนี้ไทย และมีทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่มากกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย แม้ว่าตราสารหนี้จะปรับตัวขึ้นมากแล้ว แต่หากพิจารณาจากทิศทางดอกเบี้ยที่น่าจะปรับลงในช่วง 2 ปีข้างหน้า นับว่ายังอยู่ในวงจรที่ค่อนข้างดีสำหรับการลงทุนในตราสารหนี้ อันดับถัดมา สิ่งที่ได้รับผลกระทบจากการลดลงของดอกเบี้ย คือ ค่าเงิน โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้น เป็นผลจากดอลลาร์สหรัฐที่มีการอ่อนค่าลง จากแนวโน้มดอกเบี้ยมีการปรับลดลง และการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐยังส่งผลต่อราคาทองด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ สินทรัพย์ที่ปรับตัวได้ค่อนข้างโดดเด่น คือ กลุ่ม Global REIT ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ให้เงินปันผลอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ช่วงอัตราดอกเบี้ยขาลง สินทรัพย์กลุ่มนี้มีความน่าสนใจมากขึ้น และคาดว่าจะให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดี เช่นกอง KFGPROP, KFINFRA
ในส่วนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยปรับตัวลดลง ซึ่งหากเศรษฐกิจไม่เกิด Recession คาดว่าตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนที่ดี โดยเฉพาะกลุ่ม REIT กลุ่มโรงไฟฟ้าและสาธารณูปโภค และกลุ่มสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม หากเกิดภาวะ Recession หลังจากการลดดอกเบี้ย คาดว่าตลาดหุ้นน่าจะลดลงมากในช่วงแรกแต่ยังได้รับอานิสงส์จากการลดอัตราดอกเบี้ยของ FED เข้ามาช่วย โดยเฉพาะในรอบนี้ FED มีโอกาสที่จะลดดอกเบี้ยได้มาก ทำให้ตลาดหุ้นมีโอกาสกลับมาให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดีได้ในช่วง 2 ปีหลังจาก FED เริ่มลดดอกเบี้ย
ด้านตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ค่อนข้างผันผวนในช่วงที่ผ่านมา มองว่าในระยะสั้นตลาดยังคงผันผวนควบคู่ไปกับค่าเงินเยน ส่วนต่างของดอกเบี้ยที่ลดลงจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของทาง BOJ ทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น และกดดันตลาดหุ้นญี่ปุ่น ขณะที่กลุ่มตลาด Emerging Markets ที่มักได้ประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ในรอบนี้ยังไม่ชัดเจนนัก อาจเป็นผลมาจากจีนที่มีน้ำหนักค่อนข้างสูงใน Emerging Markets นอกจากนี้ยังมีเกาหลี และไต้หวันที่ได้รับผลกระทบจากการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีด้วย

