หน้าแรก เศรษฐกิจ หอค้าชี้ แจกห...

หอค้าชี้ แจกหมื่น ดันจีดีพี แตะ 2.8% ส่วนกินเจปีนี้ คาดเงินสะพัด 4.5 หมื่นล้าน สูงสุดนับแต่โควิด

26.09.24 | 16:18 น.

หอค้า ชี้ แจก 10000 ดันจีดีพี แตะ 2.8% ส่วนกินเจปีนี้ คาดเงินสะพัด 4.5 หมื่นล้าน สูงสุดนับแต่โควิด

เมื่อวันที่ 26 กันยายน นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากร์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า พฤติกรรมการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลกินเจ ปี 2567 และความคิดเห็นต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน สำรวจระหว่าง วันที่ 17-23 กันยายน จำนวนทั้งสิ้น 1,265 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่า ประชาชนที่ตอบว่าไม่กินเจ อยู่ที่ 63.9% กินเจ 36.1% ซึ่งกลุ่มผู้กินเจ เป็นเพราะตั้งใจทำบุญ 20.2% ลดการกินเนื้อสัตว์ 17.0% ส่วนไม่กินเจเป็นเพราะอาหารเจแพง 26.1% ไม่มีเชื้อสายจีน 23.6% เศรษฐกิจไม่ดี 12.1% โดยมีมูลค่าการเดินทางไปทำบุญเฉลี่ย 4,523.30 บาทต่อ 2-3 วันต่อทริป หรือทำบุญเฉลี่ย 2,081.61 บาทต่อคน โดยคาดว่า ความคึกคักของเทศกาลกินเจปีนี้ ส่วนใหญ่มองว่าคึกคักเท่าเดิม 69.3% คึกคักมากขึ้น 16.9% รวมคาดว่าจะมีการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลกินเจ อยู่ประมาณ 45,003 ล้านบาท บวกจากปี 2566 ประมาณ 1% หรือมูลค่า 44,558 ล้านบาท แต่ถือว่าสูงสุดนับตั้งแต่เกิดโควิด-19 เมื่อปี 2562

  • แจกเงินหมื่นหมุนเพิ่มเป็น 4.5 แสนล้าน

“ความสำคัญมากๆ คือ คนส่วนใหญ่ยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยอยู่ ภาพจึงไม่ต่างจากเดิม ตัวเลขบวกขึ้นมาเพียง 1% สะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่มองว่ายังไม่ดีขึ้น แม้มีการแจกเงินเข้ามา แต่ไม่ได้ช่วยในช่วงเทศกาลกิจเจมากนัก เพราะกลุ่มผู้กินเจอาจยังไม่ได้รับเงิน 1 หมื่นบาทนี้ โดยคนมองว่าเศรษฐกิจยังแย่กว่าปี 2566 รวมถึงเศรษฐกิจยังนิ่งๆ ทรงตัว และซึมลงกว่าเดิมด้วย โดยประเมินผลของมาตรการแจกเงินเฟสแรก จำนวนผู้ได้รับสิทธิ 14.5 ล้านคน มูลค่า 145,000 ล้านบาท ส่งผลต่อจีดีพีปี 67 เพิ่ม 0.2%-0.3% เกิดการหมุนในระบบเศรษฐกิจ 2-3 รอบ สร้างเม็ดเงินเพิ่มขึ้น 2.5-4.5 แสนล้านบาท จึงคาดว่าเศรษฐกิจไตรมาส 3 ขยายตัว 2.5-3% ไตรมาส 4 ขยายตัว 3.8-4.3% ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวในกรอบเฉลี่ย 3-3.5% ทำให้ทั้งปี 2567 โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวประมาณ 2.6-2.8% มีโอกาสสูงขึ้น” นายธนวรรธน์ กล่าว

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า พฤติกรรมการกินเจที่ผ่านมาและแนวโน้มในอนาคต ผู้ที่ไม่เคยกินเจ 14.9% ไม่คิดจะกินในปีนี้ 57.3% ปีนี้จะกิน 42.7% เคยกินเจอยู่แล้ว 85.1% กินทุกปีต่อเนื่อง 47.7% กินเกือบทุกปี 31.7% นานๆ กินที 20.6% ส่วนพฤติกรรมการกินเจของคนรอบข้าง ลดลง 21.6% ไม่เปลี่ยนแปลง 54.6% เพิ่มขึ้น 23.9% และหากจำแนกตามภูมิภาค พบว่า ภาคใต้ กินเจลดลงมากที่สุด 28.2% กรุงเทพฯและปริมณฑล ลดลง 14.9% โดยคาดว่าราคาอาหารและวัตถุดิบในการปรุงอาหารเจปี 2567 เทียบกับปี 2566 จะแพงขึ้น 66.5% ช่องทางในการเลือกซื้ออาหารเจ ตลาดสด 35.0% เพิ่มขึ้นจาก 32.6% เทียบกับปี 2566 ร้านค้าทั่วไป 29.5% เพิ่มขึ้นจาก 28.4% ห้างค้าส่ง-ค้าปลีกขนาดใหญ่ 16.4% เพิ่มขึ้นจาก 11.4% ปัจจัยสำคัญที่ใช้ในการเลือกซื้ออาหารเจ ได้แก่ ความสะอาด 22.8% รสชาติ 14.7% ความหลากหลาย 14.4% ปลอดภัยต่อสุขภาพ 12.8% โดยเจน Z และ X ให้ความสำคัญกับรสชาติมากที่สุด

Advertisement

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ด้านทัศนะต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและบัตรพิการ หรือเงิน 10,000 บาท สำรวจจากผู้ไม่ถือบัตร 80.2% ถือบัตร 19.8% ส่วนใหญ่เลือกเงินโอนเข้าบัญชีพร้อมเพย์ 93.0% โดยการใช้เงินจะแบ่งใช้หลายครั้ง 67.3% ใช้ให้หมดในครั้งเดียว 19.2% ไม่แน่ใจ 13.5% จะใช้ซื้อทองคำ/เพชร/อัญมณี 17.8% เครื่องใช้ไฟฟ้า 10.7% เครื่องมือสื่อสาร 8.8% สินค้าอุปโภคบริโภคเช่น อาหาร เสื้อผ้า 8.4% สินค้าวัตถุดิบเพื่อการเกษตรหรือการค้า 8.3% และมีผู้ตอบว่าจะใช้ซื้อกัญชา กระท่อม ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง 2.2% สลากกินแบ่งรัฐบาล 2.0% ยาสูบ 1.7% เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1.6%

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ส่วนทัศนะของผู้ประกอบการในช่วงเทศกินเจ สำรวจวันที่ 17 – 23 กันยายน 2567 จำนวนทั้งสิ้น 680 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่า รูปแบบการชำระค่าสินค้าส่วนใหญ่ยังเป็นเงินสด 72.0% และไปซื้อด้วยตนเอง 68.1% โดยคาดว่าจะมีการใช้จ่ายลดลง 32.1% เพราะภาวะเศรษฐกิจแย่ลง 42.2% มีหนี้สินมากขึ้น 24.1% รายได้ลดลง 21.7% ส่วนใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 21.1% เพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อาทิ ดิจิทัลวอลเล็ต 55.9% ราคาสินค้าแพงขึ้น 28.8% ราคาสินค้าในช่วงเทศกาลกินเจ ปี 2567 เทียบกับปี 2566 แพงขึ้นเล็กน้อย 45.7% แพงขึ้นมาก 12.1% คิดว่าบรรยากาศในช่วงเทศกาลกินเจปีนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลง 55.0%