หน้าแรก เศรษฐกิจ ตลาดหลักทรัพย...

ตลาดหลักทรัพย์-แอดวานซ์ อินโฟร์ เปรียบอาชีพความยั่งยืน เป็น มนุษย์ทองคำ ที่จะเป็นที่ต้องการต่อ ตลาดแรงงาน มากขึ้น

28.09.24 | 16:33 น.

ตลาดหลักทรัพย์-แอดวานซ์ อินโฟร์ เปรียบอาชีพความยั่งยืน เป็น มนุษย์ทองคำ ที่จะเป็นที่ต้องการต่อตลาดแรงงาน มากขึ้น


เมื่อวันที่ 28 กันยายน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 5 องค์กรธุรกิจต้นแบบด้านความยั่งยืนระดับโลก ได้แก่ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), เอสซีจี, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พร้อมทั้งเครือข่าย TSCN (Thailand Supply Chain Network) และพันธมิตรหลากหลายภาคส่วน ร่วมจัดงาน Sustainability Expo 2024 (SX 2024) มหกรรมด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียนภายใต้แนวคิด “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” (Sufficiency for Sustainability) ซึ่งจัดอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5

ผู้สื่อข่าวรายงาน กิจกรรมภายในงานวันที่ 2 โดย เวลา 13.00-14.00 น. มีบรรยายพิเศษ SX Talk Stage ในหัวข้อ “เรื่องราวของคนตัวเล็ก สู่อาชีพตลาดความยั่งยืนในตลาดทุนไทย” นำโดย นายศุภกร เอกชัยไพบูลย์ รองผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาบริการด้านความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รับบทผู้ดำเนินรายการ การบรรยายพิเศษครั้งนี้ พร้อมด้วยแขกรับเชิญพิเศษ นายนิราวัฒน์ นารอด นักวิเคราะห์กลยุทธ์ด้านความยั่งยืน บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล, น.ส.สสินี ปานสายลม หัวหน้าหน่วยความยั่งยืน ฝ่ายกลยุทธ์ ความยั่งยืน นวัตกรรม บมจ.ไทยวา และนายชนฉัตร ตันตระกูล ผู้ชำนาญการด้านการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน หน่วยงานการด้านการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส

นายศุภกรกล่าวว่า การเสวนาในครั้งนี้เป็นการเสวนาถึงอาชีพ การพัฒนาบริษัทหรือองค์กรด้วย หลักความยั่งยืน (ESG) หรือประเด็นด้านความยั่งยืนว่าเริ่มมีความสำคัญกับกระบวนการการพัฒนาธุรกิจอย่างไร และความต้องการของหน่วยงานเอกชนที่มีต่ออาชีพด้านความยั่งยืนที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ

Advertisement

นายศุภกรกล่าวว่า เนื่องจากกฎระเบียบประเด็นด้านความยั่งยืน เริ่มเป็นภาคบังคับมากขึ้น และทางหน่วยงานภาครัฐมีความต้องการให้ที่บริษัทจดทะเบียน สามารถที่จะปรับตัวในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ดังนั้น จึงเป็นสาเหตุที่เป็นโอกาส ที่ภาคธุรกิจเริ่มเฟ้นหาบุคลากรที่มีความสนใจมีความเชี่ยวชาญ ในเรื่องความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

“ผมเองก็ทำงานด้านพวกนี้มา 19 ปีแล้ว จุดเริ่มต้นของความยั่งยืนก็มีจากหน่วยงานเล็กๆ อาจจะอยู่ในชุมชนสัมพันธ์ งานสังคมขององค์กร คนอาจจะมองว่าเป็นงานของพีอาร์หรือประชาสัมพันธ์เป็นหลัก แต่จริงๆ แล้ว เรื่องความยั่งยืน ไม่ใช่เป็นเรื่องของทำให้ภาพลักษณ์ตัวเองดูดี แต่เริ่มกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับองค์กร ซึ่งถ้าไม่มีบุคลากรที่มีความเข้าใจเหล่านี้ องค์กรก็อยู่ไม่ได้ ซึ่งก็มีผลกระทบไปทั้งตลาดงาน” นายศุภกรกล่าว

นายศุภกรกล่าวว่า ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร หรือมีความรู้ด้านไหน แต่ถ้าให้ความสำคัญกับการพัฒนาบริษัทหรือองค์กรด้วยหลักความยั่งยืน (ESG) นั้นก็จะช่วยสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง ทั้งเสริมในเรื่องของแนวทางอาชีพต่างๆ ที่สามารถเติบโตในองค์กรต่อไปได้ สิ่งที่น่าสนใจคือ การทำรายงาน และการทำรายงานสิ่งที่ได้มาคือ ข้อมูลสถิติขององค์กร ซึ่งคนที่มีข้อมูลด้านนี้ก็จะช่วยในเรื่องของการตัดสินใจ และกำหนดทิศทางธุรกิจได้ดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งหลักการความยั่งยืน (ESG) ก็สามารถอยู่คู่กับทุกสายอาชีพได้ ซึ่งคนรุ่นใหม่หลายคนเริ่มเข้าสู่ตลาดการหางานก็อาจจะลองหางาน หรือโอกาสในสายความยั่งยืนมากขึ้น

นายศุภกรกล่าวว่า ตำแหน่งเจ้าหน้าที่พัฒนาความยั่งยืน (Sustainability officer) ถือว่าเป็นตำแหน่งที่ยังขาดแคลนในตลาดงานอยู่แต่ว่า มีค่าตอบตอบแทนที่สูง และในอนาคตก็จะเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น และความยั่งยืนก็มีความแตกย่อยไปอีกหลายสาย และสถาบันอุดมศึกษาหลายที่ก็เริ่มมีหลักสูตรเรื่องความยั่งยืนสอดแทรกเข้าไปเพื่อเตรียมความพร้อมให้บัณฑิตมีทักษะเรื่องความยั่งยืนเพื่อไปปรับใช้ในตลาดแรงงานได้

นายศุภกรกล่าวว่า อาชีพด้านความยั่งยืนถือว่าได้ถูกยกระดับในตลาดแรงงานมากขึ้น และมีการขับเคลื่อนด้วยการทำงานร่วมกับสายอาชีพอื่นๆ ภายในองค์กร และที่สำคัญที่สุด สิ่งหนึ่งที่เป็นทักษะสำคัญของอาชีพ เจ้าหน้าที่พัฒนาความยั่งยืน (Sustainability officer) คือความเข้าใจงานข้ามสาย

“คุณจะเรียนรู้แค่ทักษะงานด้านสื่อสารอย่างเดียวไม่ได้ คุณต้องเข้าใจเรื่องกฎระเบียบและมาตรฐานที่เข้ามากระทบกับธุรกิจด้วย คุณต้องเข้าใจของความต้องการของลูกค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของธุรกิจด้วย ดังนั้น ตำแหน่งงาน เจ้าหน้าที่พัฒนาความยั่งยืน (Sustainability officer) ยิ่งทำยิ่งมีคุณค่าให้กับตัวเอง และไม่ว่าท่านจะทำอาชีพอะไร ถ้านำทักษะความยั่งยืนไปปรับใช้ในการจัดการ ก็จะช่วยสร้างคุณค่ากับท่านในระยะยาวได้เช่นกันในฐานะผู้ประกอบการ” นายศุภกรกล่าว

นายชนฉัตรกล่าวว่า หากเล่าถึงการเข้ามาสู่วงการอาชีพความยั่งยืนนั้น ต้องย้อนความก่อนว่าตั้งแต่สมัยที่ตนเป็นเด็กน้อย ตนมีความฝันอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ และต่อมาได้ไปศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล เป็นการศึกษาสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเล ซึ่งค่อนข้างยากที่จะเข้าถึง และต้องใช้ทรัพยากรและใช้เงินทุน และความรู้ค่อนข้างมากพอสมควร และหลังจากจบการศึกษาก็มีโอกาสได้ไปทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม เป็นเวลา 10 ปี โดยทำหน้าที่ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และธุรกิจหลักๆ จะเป็นน้ำมันและเชื้อเพลิงให้กับ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. และหลังจากนั้นก็ได้เจอจุดเปลี่ยนที่ได้ตัดสินใจเข้ามาทำงานด้านความยั่งยืนเต็มตัว

“เนื่องจากปัจจุบันผู้คนได้รับผลกระทบจากการใช้พลังงานที่เป็นน้ำมันและถ่านหินมากขึ้น ดังนั้น จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมมองเห็นโอกาสในอาชีพนี้ และผันตัวจากอาชีพที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามาทำงานด้านความยั่งยืนเต็มตัว” นายชนฉัตรกล่าว

นายชนฉัตรกล่าวว่า ทักษะที่จำเป็นและสำคัญที่ต้องนำมาใช้องค์กรสำหรับตำแหน่งเจ้าหน้าที่พัฒนาความยั่งยืนนั้น โดยส่วนตัวมองว่า อย่างแรก ควรจะต้องมีทักษะในการปรับตัวและมีความคล่องตัวต่อความท้าทายและโอกาสด้านความยั่งยืนที่เข้ามาอยู่ ณ ปัจจุบัน อย่างที่สอง ต้องมีการเรียนรู้ สะสมองค์ความรู้ใหม่ๆ และ นำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ

“ไม่ว่าเราจะอยู่สายงานไหนก็ตาม ในเรื่องของความยั่งยืนก็จะถูกสอดแทรกไปในงานต่างๆ ถ้าเราเอามุมมองด้านความยั่งยืน เพิ่มเข้ามาในกระบวนการทำงานของเรา ก็จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น” นายชนฉัตรกล่าว

นายชนฉัตรกล่าวว่า งานที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ถือว่าตอบโจทย์ในเรื่องของความฝันที่อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ งานด้านความยั่งยืน ช่วยให้ธุรกิจเติบโต ช่วยชุมชนและช่วยสิ่งแวดล้อม ซึ่งถ้าชุมชนและสิ่งแวดล้อมอยู่ไม่ได้ ธุรกิจก็ไปต่อไม่ได้ พนักงานในบริษัทก็ไม่สามารถเติบโตในสายงานได้

“ยกตัวอย่าง โครงการที่เคยทำคือ คนไทยไร้ e-waste ชวนคนไทยทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธีและยั่งยืน ซึ่งทางบริษัทผมได้มีส่วนร่วมในการคิดว่าจะทำอย่างไรให้ ลูกค้า หรือพาร์ตเนอร์มีการกำจัดมือถือที่เสียหรือใช้งานไม่ได้แล้วอย่างถูกวิธี และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือสุขภาพ ซึ่งก็ได้รวบรวมขยะอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นมือถือ คีย์บอร์ด หูฟังต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับมือถือ นำไปกำจัดอย่างถูกวิธี ถือว่าเราได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกต้อง ก็ถือว่าตอบโจทย์ทั้งเรื่องงาน ทั้งเรื่องใจและได้ช่วยเหลือสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย” นายชนฉัตรกล่าว

นอกจากนี้นายชนฉัตรกล่าวว่า โดยส่วนตัวคิดว่าองค์กรในประเทศไทยควรจะมีหน่วยงานที่เป็นส่วนกลาง ที่เกี่ยวกับการดำเนินกลยุทธ์ความยั่งยืน เพื่อที่จะได้กำหนดทิศทางและกำหนดแผนการดำเนินงานว่า เราควรจะมองความยั่งยืนในเรื่องไหนบ้างและมีประเด็นไหนบ้างที่เราควรให้ ความสำคัญ และควรมีโครงการที่จะมาตอบรับ แผน หรือโครงการต่างๆ และส่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรมองภาพความยั่งยืน สอดแทรกอยู่ในฝ่ายงานของตัวเอง งานของตัวเองลงไป เพื่อให้เกิดการเป็นปฏิบัติแผนงานด้านความยั่งยืนให้เป็นภาพเดียวกัน

นายชนฉัตรกล่าวว่า หน้าที่หลักของเจ้าหน้าที่พัฒนาความยั่งยืน (Sustainability officer) ของฝั่งตนนั้น ใน 1 วัน จะเป็นงานด้านงานด้านกำหนดกลยุทธ์ ถ้าสมมุติเรามีกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของเราเองออกมาเรียบร้อยแล้ว สิ่งสำคัญต่อมาก็ต้องติดตามแผนงานว่าเป็นไปตามกลยุทธ์ที่วางไว้หรือไม่ ซึ่งจะเป็นการทำรายงาน เปิดเผยข้อมูล ผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนให้ กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ รับทราบ ผลการดำเนินงานว่า จากที่มีเป้าหมาย มีวัตถุประสงค์ด้านความยั่งยืนนั้น ผลการดำเนินการเป็นไปตามเป้าหมายมากน้อยแค่ไหน ซึ่งระหว่างทาง ก็จะมีความท้าทายเข้ามา มีประเด็นด้านความยั่งยืนที่สำคัญเติมเข้ามา ซึ่งก็จะต้องมีการปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับโอกาสและความท้าทายที่เข้ามาด้วย

ทั้งนี้ นายชนฉัตรกล่าวว่า เจ้าหน้าที่พัฒนาความยั่งยืน (Sustainability officer) มีความสำคัญมากขึ้น และ มากขึ้น และเปรียบว่าเป็นมนุษย์ทองคำซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดและบริษัทมากขึ้น

“ถือว่าเป็นมาตอกย้ำว่า บริษัทควรจะมีเจ้าหน้าที่พัฒนาความยั่งยืนภายในบริษัทอีกมาก” นายชนฉัตรกล่าว

นายชนฉัตรกล่าวว่า สิ่งที่อยากแนะนำ น้องๆ ที่สนใจงานด้านความยั่งยืนนั้นอยากให้เพิ่มแนวคิดด้านการพัฒนาบริษัทหรือองค์กรด้วย หลักความยั่งยืน (ESG) รวมถึงดูความท้าทายที่เข้ามากระทบเราด้านของสิ่งแวดล้อม สังคม และการบริหารจัดการ ซึ่งถ้าเราให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ก็จะช่วยให้เราเติบโตและช่วยให้เราอยู่กับการพัฒนาบริษัทหรือองค์กรด้วย หลักความยั่งยืน ให้ยั่งยืนและมั่นคงแข็งแรงได้

สำหรับงาน Sustainability Expo (SX2024) สามารถเข้าร่วมได้ฟรี ตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน – 6 ตุลาคม 2567 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)

ติดตามข่าวสารและกิจกรรมของ SX ได้ทาง Facebook Page : Sustainability Expo, www.sustainabilityexpo.com และ Line OA @sxofficial