นักกลยุทธ์ปตท. แง้ม อนาคตธุรกิจไฟต์บังคับ ลั่น ไม่ทำอยู่ไม่รอด อินฟลูฯ ช่วยได้ ‘สร้างค่านิยมสายกรีน’
เมื่อวันที่ 28 กันยายน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 5 องค์กรธุรกิจต้นแบบด้านความยั่งยืนระดับโลก ได้แก่ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), เอสซีจี, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พร้อมทั้งเครือข่าย TSCN (Thailand Supply Chain Network) และพันธมิตรหลากหลายภาคส่วน ร่วมจัดงาน Sustainability Expo 2024 (SX 2024) มหกรรมด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ภายใต้แนวคิด “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” (Sufficiency for Sustainability) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเวลา 10.00 น. พบว่าประชาชนหลากหลายช่วงวัยทั้งนักเรียน นักศึกษาจากหลากหลายสถาบัน พนักงานองค์กรของรัฐและเอกชน รวมถึงประชาชนทั่วไป ทยอยหลั่งไหลเข้ามากันภายในงานอย่างล้นหลาม เพื่อเข้าชมนิทรรศการและร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่อัดแน่นภายในงาน
ต่อมาเวลา 13.30 น. เริ่มกิจกรรม SX Talk Stage หัวข้อ “เรื่องราวของคนตัวเล็ก สู่อาชีพตลาดความยั่งยืนในตลาดทุนไทย” นำโดย นายนิราวัฒน์ นารอด นักวิเคราะห์กลยุทธ์ด้านความยั่งยืน บมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล, น.ส.สสินี ปานสายลม หัวหน้าหน่วยความยั่งยืน ฝ่ายกลยุทธ์ ความยั่งยืน นวัตกรรม บมจ.ไทยวา และนายชนฉัตร ตันตระกูล บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิช และนายศุภกร เอกชัยไพบูลย์ รองผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาบริการด้านความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผู้ดำเนินรายการ

นายนิราวัฒน์ นักวิเคราะห์กลยุทธ์ด้านความยั่งยืน บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล เผยถึงจุดเริ่มต้นในการเข้ามาทำงานด้านความยั่งยืน (Sustainability) ว่า ส่วนตัวแล้ว อาจจะเป็นตัวอย่างของคนที่คิดว่าไม่ได้มีความฝัน ว่าจะอยากเป็นอะไรสมัยเรียน ตนศึกษาในระดับปริญญาตรี คณะวนศาสตร์ และระดับปริญญาโท ที่คณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หลังจากนั้น จึงได้เข้ามาทำงานในด้านกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ Corporate Social Responsibility (CSR) และหลังจากนั้น 1 ปีก็ได้เข้าสู่การทำงานด้านความยั่งยืน
“ผมอาจจะเป็นตัวอย่างของการที่จบไม่ตรงสายมากๆ ปริญญาตรีวนศาสตร์ ปริญญาโทสัตวแพทย์ แล้วก็ช่วงระหว่างก่อนที่จะเรียนจบ ก็ได้งานด้าน CSR ที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่หนึ่ง ทำงานได้ประมาณ 1 ปีก็มาทำงานด้านความยั่งยืนอย่างเต็มตัว”
จากนั้น นายนิราวัฒน์เปิดเผยถึงหลักการทำงานด้านความยั่งยืน ว่าจะต้องเริ่มจากการแบ่งประเภทงานของงานด้านความยั่งยืน และแบ่งคนทำงานด้านความยั่งยืนออกมาเป็น 3 กลุ่มก่อน คือ กลุ่มที่ 1 ทำงานด้านกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน ซึ่งต้องอาศัยทักษะในด้านการคิด วิเคราะห์ การแสวงหามาตรฐานใหม่ๆ รวมถึงมีความสร้างสรรค์กลยุทธ์ที่จะดำเนินต่อไปเพื่อความยั่งยืนในอนาคต กลุ่มที่ 2 ทำงานด้านการรายงานและการเปรียบเทียบ ทักษะที่สำคัญก็คือความรู้และความเข้าใจในเรื่องของมาตรฐานด้านการจัดทำรายงานด้านความยั่งยืน และกลุ่มที่ 3 คือกลุ่มคนที่อยู่หน้างานโดยตรง ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นคนที่ทำงานด้านความยั่งยืนเท่านั้น แต่รวมถึงพนักงานทั่วไปในองค์กร ซึ่งต้องมีทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ในการสื่อสารกับคนทั้งในและนอกองค์กร เนื่องจากงานด้านความยั่งยืนไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว ต้องอาศัยผู้คนหลายๆ ฝ่ายในการดำเนินงานด้านความยั่งยืนให้เกิดขึ้น
“งานด้านความยั่งยืน เราไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยตัวคนเดียว มันจะต้องขึ้นอยู่กับคนอื่นๆ ในองค์กร แล้วก็คนอื่นๆ นอกองค์กรด้วย คนอื่นๆ ในองค์กรเราอาจจะทำหน้าที่ในเรื่องของการประสานงานเพื่อขอข้อมูล เพื่อวิเคราะห์ และเมื่อเรารู้แล้วว่าตรงไหนคือช่องว่างขององค์กร เราก็จะต้องเข้าไปบอกกล่าวหรือว่าไปพัฒนาร่วมกัน ในขณะที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียนอกองค์กร ทักษะในเรื่องของการปฏิสัมพันธ์ เรื่องของความยั่งยืน บริษัทของเราทำคนเดียวไม่ได้ มันต้องมีการไปติดต่อสื่อสารกับองค์กรอื่นๆ ด้วย”

นอกจากนี้ นายนิราวัฒน์ชี้ทิศทางในด้านการทำงานในความยั่งยืนในอนาคต ซึ่งจะเป็นที่ต้องการในองค์กร หรือการทำธุรกิจต่างๆ เป็นอย่างมาก เปรียบเหมือนสิ่งบ่งชี้ความยั่งยืนและความอยู่รอดในการทำธุรกิจในอนาคต
“ในอีก 5 ปีข้างหน้า ผมว่าเรื่องของความยั่งยืนจะไม่เรื่องของบริษัทเติมเข้าไป หรือว่าเป็นทางเลือกอีกแล้ว แต่เป็นสิ่งที่กำหนดให้บริษัทไหน ที่ถ้าทำ ก็จะอยู่รอด แต่ถ้าไม่ทำก็อาจจะหายไปเลยจากตลาดนี้ก็ได้ ฉะนั้น ความยั่งยืนจะเป็นตัวชี้วัดว่าบริษัทไหนจะอยู่รอดต่อไปได้ในอนาคต เพราะฉะนั้นในอีก 5 ปี ผมคิดว่า ภาพของความยั่งยืนจากที่เป็นแค่ตัวเลือก จะกลายเป็นธุรกิจ แล้วก็จะกลายเป็นธุรกิจที่ทุกคนต้องถูกบังคับให้ทำ” นายนิราวัฒน์ระบุ
จากนั้น นายนิราวัฒน์กล่าวเสริมถึงปัญหาของการทำธุรกิจในสายงานด้านความยั่งยืน ว่ายังขาดแคลนบุคลากรในการทำงานด้านนี้ ทั้งในประเทศและนอกประเทศเป็นจำนวนมาก ไม่เพียงแต่การเป็นพนักงานในองค์กร แต่ผู้ประกอบงานอิสระอย่าง อินฟลูเอนเซอร์ ก็สามารถเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้ติดตาม ผ่านการนำเสนอค่านิยมที่ดีผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ หรือผู้ใดที่ต้องการเข้าไปทำงานด้านความยั่งยืนในองค์กร ก็ยังมีองค์กรทั้งในไทยและต่างประเทศมากมายที่ต้องการบุคลากรในการทำงานด้านนี้ เนื่องจากยังเป็นสายงานที่ขาดแคลนอยู่

“สิ่งที่มองว่าในอนาคตอาจจะเข้ามาช่วยเราได้ คือเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ต่างๆ ที่คอยผลักดันให้สังคมมีค่านิยมที่ดีขึ้น เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ที่เป็นผลิตภัณฑ์สีเขียว หรือผลิตภัณฑ์ที่ลดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็จะเป็นหนึ่งในสายอาชีพที่ผมคิดว่าน่าจะมาซัพพอร์ตบริษัทอย่างเราได้ และค่อนข้างมีความสำคัญระดับที่ค่อนข้างสูงเหมือนกัน หรือถ้าใครอยากไปเป็นพนักงานในบริษัทจริงๆ อาจไม่ได้มองแค่บริษัทไทยก็ได้ เนื่องจากปัจจุบันเราขาดแคลนจริงๆ“ นายนิราวัฒน์กล่าวทิ้งท้าย
สำหรับงาน Sustainability Expo (SX2024) สามารถเข้าร่วมได้ฟรี ตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน-6 ตุลาคม 2567 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)
ติดตามข่าวสารและกิจกรรมของ SX ได้ทาง Facebook Page : Sustainability Expo, www.sustainabilityexpo.com และ Line OA @sxofficial
อ่านข่าว :
- หัวหน้าทีมกลยุทธ์ ‘ไทยวา’ คาดอีก 3-5 ปี ‘สายงานยั่งยืน’ เติบโตแน่ ต้องรีบปรับตัวให้ทัน
- เตรียมเจอพี่เลี้ยง ‘หมูเด้ง’! ไฮไลต์จัดเต็ม ‘SX2024’ วันที่2 – ฟรีคอนเสิร์ตฟื้น ร.ร.น้ำท่วม
- ตลาดหลักทรัพย์-แอดวานซ์ อินโฟร เปรียบอาชีพความยั่งยืน เป็น มนุษย์ทองคำ ที่จะเป็นที่ต้องการต่อ ตลาดแรงงาน มากขึ้น


