ปัญหาโลกร้อน หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิกาศ เป็นสิ่งที่หลายประเทศให้ความสำคัญอย่างมาก จะเห็นได้จากภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป และภัยพิบัติต่างๆ ที่หลายคนต้องเผชิญ
สำหรับประเทศไทย ขณะนี้กำลังเผชิญกับอุทกภัยอย่างหนักในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเช่นกัน
ปัจจุบัน หลายภาคส่วน หลายองค์กรในประเทศต่างหันมาสนใจ ตั้งแต่ระดับภาครัฐ ภาคสังคม ภาคประชาชน เริ่มตื่นตัว โดยการออกแคมเปญมากมาย ตั้งแต่กระบวนการผลิตต้นน้ำ ยันปลายน้ำ ไปตลอดจนดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยการปลูกป่าทดแทน ดูแลแหล่งต้นน้ำ
หนึ่งในนั้นคือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตัวแทนของภาครัฐ และภาคการเงินที่ดูแลเกษตรกรโดยตรง ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสร้างช่องทางให้เกษตรกรได้เข้าถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน

ธ.ก.ส.เดินหน้าซื้อ–ขาย
คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้
เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 ธ.ก.ส.ได้เปิดโครงการ BAAC Carbon Credit และการซื้อ–ขายคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย โดยเริ่มต้นจากชุมชนธนาคารต้นไม้บ้านท่าลี่และบ้านแดง จังหวัดขอนแก่น จำนวน 400 ตันคาร์บอน
ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2567 ธ.ก.ส.ได้พาคณะผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เดินทางไปจังหวัดชุมพร เพื่อเยี่ยมชม เครือข่ายชุมชนธนาคารต้นไม้ ซึ่งประกอบด้วย จำนวน 8 เครือข่าย ได้แก่ ธนาคารต้นไม้บ้านประสานมิตร ธนาคารต้นไม้บ้านดอนไทรงาม ธนาคารต้นไม้บ้านพะงุ้น ธนาคารต้นไม้บ้านบางฝนตก ธนาคารต้นไม้บ้านวังช้าง ธนาคารต้นไม้บ้านคลองโซน ธนาคารต้นไม้บ้านรุ่งเรืองและธนาคารต้นไม้บ้านปากแดง
โครงการนี้ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ‘ฉัตรชัย ศิริไล’ ให้สัมภาษณ์ว่า ธ.ก.ส.ได้ขับเคลื่อนภารกิจด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรมาอย่างต่อเนื่อง
เริ่มตั้งแต่การสนับสนุนให้เกษตรกร ปลูกป่าตามพระราชดำริ “ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” และยกระดับไปสู่โครงการธนาคารต้นไม้และชุมชนไม้มีค่าจนปัจจุบันมีชุมชนเข้าร่วมโครงการ
จำนวน 6,814 ชุมชน มีต้นไม้ขึ้นทะเบียนกว่า 12.4 ล้านต้น มีสมาชิก 124,071 คน มูลค่าต้นไม้ในโครงการกว่า 43,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีการนำต้นไม้ที่ปลูกมาแปลงเป็นสินทรัพย์ เพิ่มมูลค่าให้กับที่ดินและนำมาใช้เป็นหลักประกันเงินกู้กับ ธ.ก.ส. ทำให้สมาชิกในชุมชนมีรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่ได้จากต้นไม้และป่าไม้ ปีละ 116 ล้านบาท
เพื่อเป็นการต่อยอดการดำเนินงานให้ตอบโจทย์เป้าหมายการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emission) ในปี 2608 (ค.ศ.2065)
ธ.ก.ส.จึงได้จัดตั้งโครงการ BAAC Carbon Credit ขับเคลื่อนการซื้อ–ขายคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ตามโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) ซึ่งมีการซื้อ–ขายครั้งแรกไปแล้วที่ชุมชนธนาคารต้นไม้บ้านท่าลี่และบ้านแดง จังหวัดขอนแก่น จำนวน 400 ตันคาร์บอน โดย ธ.ก.ส.รับซื้อในราคากึ่ง CSR ตันละ 3,000 บาท คิดเป็นเงินรวม 1.2 ล้านบาท

ขณะนี้ ธ.ก.ส.พร้อมร่วมมือกับเครือข่ายชุมชนธนาคารต้นไม้ในจังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นต้นกำเนิดธนาคารต้นไม้แห่งแรกในประเทศไทย จำนวน 8 เครือข่าย มาร่วมขับเคลื่อนภารกิจการซื้อ–ขายคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ผ่านโครงการ BAAC Carbon Credit
โดยสนับสนุนให้เกษตรกรในชุมชนหันมาปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวและขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER ด้วยการตรวจนับจำนวนต้นไม้ บันทึกข้อมูลและคำนวณการกักเก็บคาร์บอนและผ่านการตรวจรับรองคาร์บอนเครดิตจากผู้ประเมินภายนอก (Validation and Verification Body: VVB)
เมื่อได้รับการรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิต จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) ธนาคารต้นไม้จะสามารถนำปริมาณการกักเก็บดังกล่าวไปจำหน่ายให้กับภาคธุรกิจต่อไป
มีหลักการคิดคำนวณดังนี้ ต้นไม้ 1 ต้น ช่วยสร้างปริมาณคาร์บอนเครดิตได้เฉลี่ย 9.5 กิโลกรัมคาร์บอนต่อปี ซึ่งพื้นที่ขนาด 1 ไร่ ปลูกต้นไม้ได้เฉลี่ย 100 ต้นต่อไร่ จะได้ปริมาณคาร์บอนเครดิต 950 กิโลกรัมคาร์บอนต่อปี
โดย ธ.ก.ส.สนับสนุนราคาซื้อ–ขายแบบกึ่ง CSR ราคา 3,000 บาทต่อตันคาร์บอน เพื่อสร้างกำลังใจให้กับชุมชนในการดูแลและปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้น พร้อมวางแนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจคาร์บอนเครดิตให้ชุมชนด้วยหลักการ Care Share and Fair โดยคิดคำนวณรายได้ : ค่าใช้จ่ายในอัตรา 70 : 30
นอกจากนี้ ธ.ก.ส.จะออกค่าดำเนินงานให้กับชุมชนไปก่อน เช่น ค่าตรวจสอบความใช้ได้ของโครงการ และค่าทวนสอบปริมาณคาร์บอนเครดิตโดยผู้ประเมินภายนอก และเมื่อหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 30% ของมูลค่าการขาย เกษตรกรจะได้รับผลตอบแทนที่ 70% ของราคาขาย หรือประมาณ 2,000 บาทต่อไร่ต่อปี
หรือกรณีปลูกต้นไม้แบบหัวไร่ปลายนา จะสามารถปลูกได้เฉลี่ย 40 ต้น/ไร่ คิดเป็น 380 กิโลกรัมคาร์บอนต่อไร่ต่อปี จะทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการขายหลังหักค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 800 บาทต่อไร่ต่อปี

ขยายผล 6,800 ชุมชนธนาคารต้นไม้
ในส่วนของเป้าหมายโครงการ BAAC Carbon Credit ธนาคารเตรียมขยายผลไปยังชุมชนธนาคารต้นไม้อีกกว่า 6,800 ชุมชนทั่วประเทศ หนุนการปลูกป่าเพิ่มอีกปีละ 108,000 ต้น และวางเป้าหมายสร้างปริมาณการซื้อ–ขายคาร์บอนเครดิตอีกกว่า 510,000 ตันคาร์บอน ภายในปี 2571
ได้แก่ ปี 2567 จำนวน 2,580 ตันคาร์บอน ปี 2568 จำนวน 43,700 ตันคาร์บอน ปี 2569 จำนวน 68,801 ตันคาร์บอน ปี 2570 จำนวน 188,100 ตันคาร์บอน และปี 2571 จำนวน 207,100 ตันคาร์บอน
“ในส่วนคาร์บอนเครดิต 510,000 ตันที่ทาง ธ.ก.ส.รับซื้อกลับ สามารถทำได้สองอย่างคือ หน่วยงานจะมาซื้อคาร์บอนต่อจาก ธ.ก.ส. ในฐานะผู้รวบรวม หรือซื้อตรงกับเกษตรกรที่ร่วมโครงการก็ได้ โดย ธ.ก.ส.จะทำตัวกลาง ด้านการตลาดให้แก่เกษตรกร” ผู้จัดการ ธ.ก.ส.ระบุ
นอกจากนี้ ธ.ก.ส.ยังพร้อมส่งเสริมกิจกรรมที่ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม เช่น การเพาะกล้าไม้เพื่อสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ การทำนาเปียกสลับแห้งเพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทน การลดการเผาตอซังข้าว อ้อยและข้าวโพดเพื่อลด PM2.5 การเพิ่มพื้นที่ปลูกป่าชายเลน
ตลอดจนการนำผลิตผลจากต้นไม้มาสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้ให้กับชุมชน ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น การนำวัตถุดิบจากไม้มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์ ผลิตน้ำส้มควันไม้ ปลูกสมุนไพร และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นต้น
ผู้จัดการ ธ.ก.ส.ระบุอีกว่า ธ.ก.ส.ขอเชิญเกษตรกรและชุมชนธนาคารต้นไม้มาร่วมเปลี่ยนอากาศให้เป็นเงินกับโครงการ BAAC Carbon Credit และเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่สนใจมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนภารกิจในการรักษาสิ่งแวดล้อม
นอกจากจะตอบโจทย์เป้าหมายภาคธุรกิจแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนรายได้และให้กำลังใจชุมชนในการปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว รวมถึงร่วมสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและยั่งยืนให้กับประเทศชาติอีกด้วย
“การรับซื้อคาร์บอนเครดิต แม้ว่าจะสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การทำโซลาร์ รูฟท็อป มองว่าเป็นการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมมากกว่า
แต่โครงการนี้เป็นการซื้อผ่านคาร์บอนที่เกิดจากป่าไม้ชุมชน ซึ่งผลประโยชน์จะเกิดโดยตรงต่อตัวเกษตรกรรายย่อยในโครงการ ทั้งนี้ หากบริษัทเอกชนขนาดใหญ่หรือหน่วยงานรัฐ ต้องการเข้ามาส่งเสริมโครงการด้วย ธ.ก.ส.ก็ยินดี” ผู้จัดการ ธ.ก.ส.ระบุทิ้งท้าย
ด้าน ประธานเครือข่ายธนาคารต้นไม้บ้านประสานมิตร จังหวัดชุมพร ‘กรีธา สุขศิริ’ ระบุเพิ่มเติมว่า เครือข่ายธนาคารต้นไม้ชุมพรได้รับการสนับสนุนจาก ธ.ก.ส.ตลอดมา ตั้งแต่การเริ่มก่อตั้งธนาคารต้นไม้ การยกระดับธนาคารต้นไม้ไปสู่ชุมชนไม้มีค่า การนำต้นไม้ที่ปลูกมาแปลงเป็นสินทรัพย์ เพิ่มมูลค่าให้กับที่ดินด้วยการนำไปใช้เป็นหลักประกันเงินกู้กับ ธ.ก.ส.
รวมถึงการสร้างรายได้เสริมจากผลิตภัณฑ์ที่ได้จากต้นไม้ซึ่งในปัจจุบันเครือข่ายธนาคารต้นไม้ในจังหวัดชุมพร มีจำนวน 111 ชุมชน จำนวนผู้ปลูกต้นไม้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว 2,963 ราย และจำนวนต้นไม้กว่า 126,731 ต้น
และปัจจุบันเครือข่ายธนาคารต้นไม้ในจังหวัดชุมพร มีความพร้อมที่จะร่วมมือกับ ธ.ก.ส. ในการขับเคลื่อนภารกิจการซื้อ–ขายคาร์บอนเครดิตในโครงการ BAAC Carbon Credit เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่จะมาดูดซับปริมาณคาร์บอน ลดโลกร้อน
ตลอดจน สร้างรายได้เสริมให้กับชุมชนจากการปลูกป่า สร้างภูมิคุ้มกันและบรรเทาผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน และผลักดันให้ประเทศไทยสามารถบรรลุข้อตกลงความเป็นกลางทางคาร์บอนตามเป้าหมายที่วางไว้

ดันชุมพรเมืองท่องเที่ยวเชิงเกษตร
อย่างไรก็ดี สำหรับการไปเยี่ยมชมจังหวัดชุมพรในครั้งนี้ ธ.ก.ส.ยังคงภารกิจสำคัญเช่นเดิม คือการดูแลเกษตรกร โดยพาไปชม กาแฟโรบัสต้า ของดีจังหวัดชุมพร โดยจังหวัดชุมพรถือเป็นแหล่งเพาะปลูกกาแฟสายพันธุ์โรบัสต้ามากที่สุดในประเทศไทย เนื่องจากมีสภาพภูมิศาสตร์และอากาศที่เหมาะสม โดยในส่วนของ ธ.ก.ส. พร้อมยกระดับผู้ประกอบการกาแฟกว่า 21 เครือข่ายในจังหวัด
สำหรับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มกาแฟบ้านถ้ำสิงห์เป็นหนึ่งในผู้นำด้านการผลิตกาแฟโรบัสต้าในจังหวัดชุมพรที่มีกระบวนการผลิตที่พิถีพิถันทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์กาแฟ การเก็บผลผลิต การตาก การสี และการคั่วโดยใช้เวลาในการบ่มไว้กว่า 1 ปี ทำให้เมล็ดกาแฟของถ้ำสิงห์มีรสชาติเข้มข้น กลิ่นหอม และไม่มีรสเปรี้ยว
นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในกระบวนการผลิตกาแฟ เช่น การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการตากกาแฟ การใช้เครื่องจักรในการคั่วเมล็ดกาแฟ และการแปรรูปเป็นกาแฟรูปแบบต่างๆ ทำให้กาแฟถ้ำสิงห์เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็นกาแฟดริป กาแฟสำเร็จรูป กาแฟกระป๋องพร้อมทาน หรือลูกอมกาแฟ เป็นต้น

ทั้งนี้ ธ.ก.ส.ได้ให้การสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนกลุ่มกาแฟบ้านถ้ำสิงห์ในด้านเงินทุนสำหรับต่อยอดและหมุนเวียนธุรกิจ รวมถึงมีการสนับสนุนช่องทางการตลาด ด้วยการให้พื้นที่ด้านหน้าสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.ชุมพร (สกต.ชุมพร) ในการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์การรับรองมาตรฐาน A-Product ให้แก่ผลิตภัณฑ์กาแฟถ้ำสิงห์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค
นอกจากการผลิตกาแฟแล้ว ในกระบวนการปลูกกาแฟ วิสาหกิจชุมชนฯ ยังได้สร้างธนาคารน้ำใต้ดิน เพื่อใช้กักเก็บปริมาณน้ำฝนในช่วงฤดูฝนด้วยการเจาะท่อลงในพื้นดินทั่วพื้นที่สวนและขุดบ่อบาดาลเอาไว้ เพื่อให้น้ำฝนที่ตกลงมาโดนดูดซับผ่านท่อและพื้นดินลงไปในชั้นใต้ดินและไหลไปรวมกันที่บ่อบาดาล
ทำให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯมีน้ำใช้ตลอดปีและสามารถนำน้ำบาดาลที่กักเก็บไว้มาใช้ในฤดูแล้งได้ตลอด ซึ่งถือเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
ผู้จัดการ ธ.ก.ส.ระบุด้วยว่า ชุมพรเป็นจังหวัดที่มีทัศนียภาพที่งดงาม ทั้งทะเล ภูเขา ป่าไม้ และมีผลไม้หลากหลายชนิด จึงมีนโยบายสนับสนุนผ่านโครงการท่องเที่ยวเชิงเกษตร (BAAC Agro-Tourism)
โดยนำจุดเด่นของชุมชนมาพัฒนา ต่อยอด และวางแนวทางการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับความต้องการนักท่องเที่ยว พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายท่องเที่ยวให้เข้มแข็ง เพื่อสร้างโอกาส สร้างงาน และสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนอย่างยั่งยืน
วิสาหกิจชุมชนกลุ่มกาแฟบ้านถ้ำสิงห์มีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ได้แก่ ผาตาอู๊ด ถ้ำสิงห์ ที่สามารถเปิดประสบการณ์ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสธรรมชาติและวิถีชุมชน เช่น การกางเต็นท์ ชมทะเลหมอกที่จุดชมวิวเขาถ้ำศิลางูเป็นต้น โดยนักท่องเที่ยวยังสามารถเข้ามาเยี่ยมชมไร่กาแฟ พร้อมชมกระบวนการผลิตและชิมกาแฟโรบัสต้าที่ดีที่สุดได้อย่างเต็มที่
โดย ธ.ก.ส.ตั้งเป้าสร้างฐานชุมชนท่องเที่ยวทั่วประเทศ สะสม 97 ชุมชน พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตร 12 เส้นทาง และพัฒนาเครือข่ายท่องเที่ยวมากกว่า 290 ชุมชน โดยคาดหวังว่าจะสามารถดึงนักท่องเที่ยวได้กว่า 200,000 ราย และสร้างรายได้ให้กับชุมชนท่องเที่ยวสะสมกว่า 50 ล้านบาท
ณัฐชนัน ฐิติพันธ์รังสฤต

