แจกหมื่นเปราะบาง-ปรับโครงสร้างอุตฯ ลุ้นภาคผลิตปี’68 คืนชีพ

30.09.24 | 12:30 น.

แจกหมื่นเปราะบาง-ปรับโครงสร้างอุตฯ ลุ้นภาคผลิตปี’68 คืนชีพ

ปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) รายงานตัวเลขดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) เดือนสิงหาคม 2567 อยู่ที่ระดับ 95.08 หดตัว 1.91% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 58.30% 

ส่งผลให้ 8 เดือนแรกของปี 2567 (มกราคม-สิงหาคม) หดตัว 1.55% และมีอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 58.96%

สศอ.จึงตัดสินใจปรับประมาณการเอ็มพีไอปีนี้ใหม่ เป็น -1.0-0.0% จากเดิม 0-1% และจีดีพีอุตสาหกรรม -0.5-0.5% จากเดิม 0.5-1.5% 

ปัจจัยสำคัญมาจากการผลิตยานยนต์ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 จากปัญหาหนี้ภาคครัวเรือน สถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อและยอดปฏิเสธสินเชื่ออยู่ในระดับสูง 

Advertisement

รวมถึงสินค้านำเข้าราคาถูกมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ส่งผลต่อผู้ประกอบการไทย ขณะเดียวกัน ต้นทุนภาคการผลิตปรับตัวขึ้นตามราคาวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น 

ตลอดจนเผชิญกับภาวะดอกเบี้ยที่ทรงตัว และต้นทุนพลังงานจากราคาน้ำมันดีเซลยังคงอยู่ในระดับสูง 

นอกจากนี้ สถานการณ์น้ำท่วมในภาคเหนือ ทําให้การเดินทาง การจัดส่งสินค้า การค้าชายแดน และการผลิตชะงักลง โรงงานอุตสาหกรรมบางแห่งจําเป็นต้องหยุดดําเนินการ และสถานประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่เสี่ยงต้องปิดตัวชั่วคราว

ส่วนปี 2568 คาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้น จากปัจจัยสนับสนุนข้างต้น และ สศอ.กำลังเดินหน้าปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ดึงอุตสาหกรรมใหม่ที่เติบโตเข้าระบบเอ็มพีไอ อาทิ อีวี โซลาร์เซลล์ ป้องกันประเทศ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์” นางวรวรรณกล่าว

วรวรรณ ชิตอรุณ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ) ระบุถึงปัจจัยกดดันภาคผลิตไทยในเวลานี้ว่า จากการประเมินปัจจัยกดดันภาคผลิตไทยในภาพรวม ได้สรุป 8 ปัจจัยกดดันที่ต้องเฝ้าติดตามปีนี้ และปี 2568 

ประกอบด้วย 1.หนี้สินครัวเรือนและธุรกิจสูง 2.การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาทต่อวัน ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐบาล 3.การนำเข้าสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ จนกระทบต่อผู้ผลิตไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอี 4.กำลังซื้อผู้บริโภคต่ำลง 5.ภาวะดอกเบี้ยสูง 6.ราคาพลังงานสูง 7.สภาพภูมิอากาศแปรปรวนทั่วโลก และ 8.เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าอาจเติบโตน้อยกว่าที่คาด 

นอกจากนี้ ยังประเมิน 5 ปัจจัยเฝ้าระวัง คือ 1.อัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2.อัตราแลกเปลี่ยน 3.สถานการณ์น้ำท่วม 4.ค่าแรงขั้นต่ำ และ 5.การเลือกตั้งสหรัฐ 

อย่างไรก็ตามท่ามกลางวิกฤตยังมีโอกาส ผู้อำนวยการ สศอ.ระบุ ยังมีปัจจัยสนับสนุนภาคผลิตไทยอยู่ 6 ด้าน คือ 1.การท่องเที่ยวขยายตัวต่อเนื่อง 2.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะนโยบายแจกเงินหมื่นกลุ่มเปราะบาง 3.การขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐและเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ 4.การส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐ 5.เงินเฟ้อในหลายประเทศชะลอตัวลง และ 6.การค้าโลกทยอยฟื้นตัว

ลงลึกในรายละเอียดของปัจจัยสนับสนุน พบว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะนโยบายแจกเงินหมื่นกลุ่มเปราะบาง น่าจะเป็นตัวเร่ง หรืออาจเพิ่มพลังเป็นพายุหมุนเศรษฐกิจไทยก็ได้ หากเงินดังกล่าวถูกใช้ในระบบ เกิดการหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 3 รอบอย่างที่รัฐบาลตั้งใจจริงๆ

โดยการแจกเงิน 10,000 บาท ช่องบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชนหรือผ่านบัญชีเงินฝากธนาคาร เป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ ที่แยกมาจากโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ที่ยังฝุ่นตลบเรื่องการจัดการ ดังนั้นการแจกเงินสด จึงเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจที่เร็วสุดในเวลานี้

กลุ่มเป้าหมายรวม 14.55 ล้านราย สามารถนำไปใช้จ่ายซื้อสินค้าที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตโดยไม่จำกัดประเภทร้านค้า โดยจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและเพิ่มศักยภาพให้ประชาชนกลุ่มดังกล่าวให้มีโอกาสเข้าถึงการใช้จ่ายที่จำเป็นเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ตลอดจนเพิ่มการบริโภคที่จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบและกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศในช่วงปลายปี 2567 ได้อย่างรวดเร็ว

คาดว่าการมีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวน 145,552.40 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.35% ต่อปี เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีโครงการ นอกจากนี้ เมื่อผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้น จะช่วยให้เกิดการผลิต การค้าขาย การจ้างงาน และการคมนาคมขนส่งตามมา ซึ่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นจะเอื้อให้ภาครัฐสามารถจัดเก็บภาษีอากรได้เพิ่มขึ้นในระยะต่อไป

จากรายละเอียดนโยบายแจกเงินหมื่นกลุ่มเปราะบาง ฟากฝั่งผู้อำนวยการ สศอ.จึงคาดว่าจะเกิดการใช้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 3 รอบ เพิ่มการบริโภค โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค ของกิน ของใช้ภายในบ้าน ส่งผลดีต่อภาคการผลิต และคาดการณ์จีดีพีอุตสาหกรรมเติบโต 0.1% 

พร้อมคาดหวังว่าจะทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยปี 2568 กลับมาฟื้นตัวด้วย 

อย่างไรก็ตาม อีกปัจจัยสำคัญในการคืนชีพภาคอุตสาหกรรมไทย ให้กลับมาฟื้นตัว และเติบโตต่อไปได้ คือ การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้สอดรับกับความต้องการของโลก ที่มีการขยับภายในกระทรวงอุตสาหกรรมสักระยะแล้ว เจ้าภาพคือ สศอ.

ขณะเดียวกัน สศอ.ยังอยู่ระหว่างปรับฐานการคำนวณเอ็มพีไอใหม่ ดึงอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังเติบโตเข้าระบบเอ็มพีไอ อาทิ อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟ้ฟ้า หรืออีวี อุตสาหกรรมแผงผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

ตรวจสอบข้อมูลจาก สศอ.พบว่า ได้วางกรอบนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย โดยแบ่งกลุ่มอุตสาหกรรมเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย

1.กลุ่มอุตสาหกรรม S-Curve 12 สาขา จะเร่งรัดขับเคลื่อนการดำเนินงานตามมาตรการ/แผนปฏิบัติการพัฒนาอุตสาหกรรมรายสาขาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

2.กลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิม จะมุ่งยกระดับปรับสู่อุตสาหกรรมเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับเทรนด์โลก เช่น Technical Textile / Green Steel เป็นต้น

3.กลุ่มอุตสาหกรรมเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงกับเทรนด์โลกและภาคเศรษฐกิจอื่น เกษตรอุตสาหกรรม/ Regycle Industry / Innovative Construction / Value Chain Faclitator อุตสาหกรรม Soft Power เชื่อมโยงท่องเที่ยว/ Lifestyle

โดยมุ่งเน้นการปรับรูปแบบ (Reshape) อุตสาหกรรมไทยสู่ “อุตสาหกรรมเศรษฐกิจ” ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจนำอุตสาหกรรม”

เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยเป็นเครื่องยนต์สร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงกับเทรนด์โลกและภาคเศรษฐกิจอื่น รองรับบริบททางเศรษฐกิจของประเทศและในแต่ละพื้นที่อย่างเหมาะสม

จากแผนข้างต้น จะปลุกภาคผลิตไทยปี 2568 กลับมาคืนชีพได้หรือไม่ รอติดตาม!!