หน้าแรก เศรษฐกิจ บาทแข็ง ทุบส่...

บาทแข็ง ทุบส่งออกบาดเจ็บ แถมไร้ปัจจัยบวกหนุนต่อ เหลือแต่ระเบิดเวลา

1.10.24 | 14:21 น.

บาทแข็งทุบส่งออกบาดเจ็บ แถมไร้ปัจจัยบวกหนุนต่อ เหลือแต่ระเบิดเวลา

วันที่ 1 ตุลาคม นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในโซนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วมีผลต่อโครงสร้างต้นทุนและการส่งออกสินค้าของไทยทั้งกลุ่มสินค้าเกษตร หรืออาหาร รวมถึงอื่นๆ ด้วย เพราะส่งผลต่อการแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศกลับมาเป็นเงินบาทที่มูลค่าลดลง ทำให้การซื้อขายสินค้าส่งออก หากสามารถใช้สกุลเงินอื่นในการตั้งราคาเริ่มต้นได้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยมากขึ้น อาทิ ใช้เงินหยวนแทนเมื่อซื้อขายสินค้ากับประเทศจีน ไม่สามารถรอได้แล้ว เพราะเมื่อปล่อยให้เวลาผ่านไปจะส่งผลต่อความเสี่ยงให้เกิดความสูญเสียจากการขาดทุนในอัตราแลกเปลี่ยนได้ และการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ที่ชะลอปรับขึ้นได้ให้ชะลอไปก่อนยาวๆ เลย เพราะหากปรับขึ้นจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการส่งออกแน่นอน

“เราไม่อยากให้ส่งออกสะดุด เพราะบาดเจ็บมากแล้วในช่วงโควิดที่ผ่านมา เพราะปัจจัยบวกไม่มีแล้วต่อจากนี้ มีแต่ปัจจัยที่ระเบิดไปแล้วในช่วงที่ผ่านมา อาทิ ค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากกว่า 12% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ถือเป็นการแข็งค่าเร็วและมากกว่าประเทศคู่แข่งมาก โดยต้องให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นเพราะถือเป็นปัจจัยเสี่ยงของการส่งออก ทำให้ผู้ส่งออกอาจถึงขั้นขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ จากที่ค่าเงินบาทเคยอยู่ระดับ 36 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ถือว่าหนุนการส่งออกทำได้อย่างดี แต่เมื่อมาอยู่ที่ระดับ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายปฏิเสธคำสั่งซื้อทิ้งเลย เพราะขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงมีปัจจัยที่เป็นระเบิดเวลาอย่างสงครามตะวันออกกลาง ที่หากมีความรุนแรงมากขึ้นจนส่งผลกระทบกับราคาน้ำมันสูงขึ้น” นายชัยชาญ กล่าว

 

Advertisement

 

นายชัยชาญ กล่าวว่า ภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนสิงหาคม 2567 พบว่า การส่งออกมีมูลค่า 26,182.3 ขยายตัว 7% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 มีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 939,521 ล้านบาท ขยายตัว 13% เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในเดือนสิงหาคมขยายตัว 6.6% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 25,917.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 8.9% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 941,019 ล้านบาท ขยายตัว 15% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนสิงหาคม 2567 เกินดุลเท่ากับ 264.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ขาดดุลในรูปของเงินบาท 1,497 ล้านบาท

นายชัยชาญ กล่าวว่า ภาพรวมการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนมกราคม – สิงหาคม ของปี 2567 พบว่า ไทยส่งออกรวมมูลค่า 197,192.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 4.2% ซึ่งถือว่าเกินความคาดหมายมาก มีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 7,068,821 ล้านบาท ขยายตัว 9.9% เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออก ขยายตัว 4.3% การนำเข้ามีมูลค่า 203,543.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 5% มีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 7,378,253 ล้านบาท ขยายตัว 10% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยขาดดุลสะสมเท่ากับ 6,351.0 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นการขาดดุลในรูปเงินบาท 309,432 ล้านบาท

นายชัยชาญ กล่าวว่า แม้สถานการณ์ในวันนี้ทุกอย่างยังคงบริหารจัดการได้ แต่ถือเป็นภาวะความเสี่ยงของระเบิดเวลาในรอบถัดไป หากสงครามตะวันออกกลางขยายตัวกว้างขึ้น รุนแรงขึ้น จะเพิ่มความกังวลในการส่งออกช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2567 นี้ โดยนับ 4 เดือนสุดท้ายของปี (กันยายน-ธันวาคม) หากจะเติบโตให้อยู่ในช่วง 1-2% มูลค่าอยู่ที่ 290,000 หรือเงินบาทอยู่ที่ 10 ล้านล้านบาท ตามกรอบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ที่ร่วมกันตั้งไว้ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ต้องส่งออกให้ได้อย่างน้อย 22,700 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน จะโตอีก 1% ส่วนจะถึง 2% ได้ ต้องส่งออกอยู่ที่ 23,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีความเป็นไปได้ในระดับปานกลาง

นายสุภาพ สุวรรณพิมลกุล รองประธานสรท. กล่าวว่า ในแง่อุตสาหกรรมที่เป็นการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ หากไม่มีการทำอะไรเลยจะมีโอกาสเสียดุลการค้าแน่นอน โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าที่นำเข้าจากจีนเป็นจำนวนมาก ยิ่งค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นก็จะมีการนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้นอีก ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและราคาขายสินค้า รวมถึงความเสี่ยงของอุตสาหกรรมไทยที่จะถูกย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศได้ โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่วางแผนขยายฐานการผลิตเพิ่ม จะมองหาการย้ายฐานไปต่างประเทศแล้ว อาทิ เวียดนาม อินโดนีเซีย เพราะค่าเงินแทบไม่แข็งค่าขึ้นเลย ส่วนอุตสาหกรรมหนักของไทยก็สู้ประเทศเกาหลีไม่ได้ รวมถึงค่าเงินก็ไม่ได้แข็งค่าขึ้นด้วย เท่ากับว่าสินค้าส่งออกที่เหลืออยู่ของไทยจะมีเพียงสินค้าเกษตรที่เป็นพื้นฐานตัวเดียวเท่านั้น

นายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหารสรท. กล่าวว่า ด้านพลังงานอย่างราคาน้ำมัน ถือว่ามีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่งโลจิสติกส์ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีการผันผวนระยะสั้นอย่างต่อเนื่อง โดยแรงกดดันจากดีมานด์ในภาคการผลิตเห็นการเติบโตในบางประเทศเท่านั้น แต่ดีมานด์หลักในประเทศจีนชะลอตัวลง ทำให้น้ำมันดิบปรับลดลงตาม ซึ่งยังไม่สามารถนิ่งนอนใจได้เพราะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังคงไม่แน่นอน อาจส่งผลให้เกิดความผันผวนขึ้นอีกได้ ส่วนค่าระวางเรือแม้เริ่มชะลอตัวแล้ว แต่เส้นทางเดินเรือในแถบยุโรปยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ เป็นราคาที่ทรงตัวสูงอยู่ เนื่องจากภาวะสงครามที่พร้อมคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา จึงต้องใช้เส้นทางอ้อมเพื่อเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ทั้งยังมีเส้นทางไปสหรัฐที่มีความรุนแรงมากขึ้น เพราะมีการประท้วงของแรงงานที่ทำงานในท่าเรือ เรือที่เข้าท่าจึงต้องรอนานและกระจุกตัวรอคิวเยอะกว่าปกติ ทำให้ค่าระวางเรืออาจทรงตัวในระดับสูงต่อไป