นายปิยะ ยอดมณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินนกสกู๊ต เปิดเผยว่า ปี 2560 นกสกู๊ตตั้งเป้าหมายจำนวนผู้โดยสารปีนี้อยู่ที่ 1.07 ล้านคน เพิ่มขึ้น 20% จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 8 แสนคน อัตราขนส่งผู้โดย(เคบิ้น แฟกเตอร์) เพิ่มเป็น 81% จากปี 2559 อยู่ที่ 80% ทำให้คาดว่าปีนี้ สายการบินจะมีรายได้อยู่ที่ 5,787 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 3,875 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 48% เนื่องจากมีการเพิ่มเที่ยวบินในเส้นทางเสิ่นหยางเป็น 5 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และเทียนจินเป็น 6 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ นอกจากนี้ ช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม จะเพิ่มจำนวนเครื่องบินโบอิ้ง 777-200 อีก 1 ลำ ทำให้สายการบินจะมีเครื่องบินทั้งหมด 4 ลำ สามารถบริการผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้น และยังอยู่ระหว่างพิจารณาเปิดเส้นทางบินในจีนเพิ่มอีก 1 เส้นทาง คาดว่าจะได้ข้อสรุปและทำการบินได้ภายในปีนี้ จากปัจจุบันมี 6 เส้นทาง เป็นเส้นทางบินไปจีน 5 เส้นทาง และ 1 เส้นทางไปยังเมืองไทเป ประเทศไต้หวัน
“ปี 2561 มั่นใจว่าจะเป็นปีแรกที่สายการบินพลิกกลับมาสร้างกำไร โดยคาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 9,714 ล้านบาท จากปีนี้คาดว่าผลประกอบการจะขาดทุนลดลงเหลือ 170 ล้านบาท จากปี 2559 มีผลขาดทุนอยู่ที่ 612 ล้านบาท ทั้งนี้ การคาดการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้จริง ประเทศไทยต้องถูกปลดธงแดงจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ(ICAO) เนื่องจากนกสกู๊ตมีแผนเพิ่มเส้นทางบินระยะยาวถึงปี 2562 โดยปี 2561 หากไทยถูกปลดธงแดง นอกจากปี 2561 จะเพิ่มเครื่องบินอีก 2 ลำ ทำให้มีเครื่องบินทั้งหมด 6 ลำแล้ว ยังมีแผนเปิดเส้นทางบินไปยังต่างประเทศอีกราว 4 เส้นทางบิน ประกอบด้วยเส้นทางกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ และในจีนและอินเดียอีกประเทศละ 1 เส้นทางบิน”นายปิยะกล่าว
นายปิยะ กล่าวว่า การแข่งขันธุรกิจการบินมีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งสายการบินยังคงเน้นเส้นทางบินที่มีระยะเวลาบินเฉลี่ย 4-5 ชั่วโมง ส่วนกลยุทธ์ทางการตลาด สำหรับเส้นทางบินจีนจะเน้นทำการตลาดคนไทยมากขึ้น ผ่านผู้ผลิตรายการผ่านช่องทางยูทู๊บ หรือยูทู๊บเบอร์ เน้นตลาดกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน ให้เดินทางตามเส้นทางของเหล่ายูทู๊บเบอร์ ซึ่งสายการบินจะสนับสนุนให้กลุ่มนี้เดินทางไปยัง 5 เมืองในจีนที่นกสกู๊ตเปิดเส้นทางบิน แล้วกลับมานำเสนอประสบการณ์ เพื่อให้เกิดการตัดสินใจไปเที่ยวจีนมากขึ้น เพราะยอมรับว่า ปัจจุบันสัดส่วนคนไทยใช้บริการนกสกู๊ตไปจีนเพียง 1% ของผู้โดยสารเท่านั้น ตั้งเป้าหมายปีนี้เพิ่มสัดส่วนคนไทยเป็น 5% และเพิ่มเป็น 10% ในปีหน้า ส่วนตลาดไต้หวันไม่มีความเป็นห่วง เพราะสัดส่วนคนไทยกับคนไต้หวันที่ใช้บริการมีจำนวนพอๆ กัน

