หน้าแรก เศรษฐกิจ ไทยเบฟ เปิดแผ...

ไทยเบฟ เปิดแผน 6 ปี ขับเคลื่อนธุรกิจ เติบโตยั่งยืน ครองตลาดอุตสาหกรรมดริงส์แอนด์ฟู้ดทั่วโลก

1.10.24 | 20:12 น.

ไทยเบฟ เปิดแผน 6 ปี ขับเคลื่อนธุรกิจ เติบโตยั่งยืน ครองตลาดอุตสาหกรรมดริงส์แอนด์ฟู้ดทั่วโลก


วันที่ 1 ตุลาคม นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แผนลงทุนไทยเบฟในปี 2568 (1 ต.ค. 67- 30 ก.ย.68) จะใช้เงินลงทุนประมาณ 18,000 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทุกธุรกิจในเครือที่ยั่งยืนตามวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ในปี 2573 อาทิ ลงทุนฟาร์มโคนมที่ประเทศมาเลเซีย 8,000 ล้านบาท โรงงานชาเขียวและเบียร์ที่ประเทศกัมพูชารวม 2,500 ล้านบาท เป็นต้น ซึ่งเป็นงบลงทุนที่เพิ่มขึ้นจากเดิมที่วางไว้ปีละ 7,000-8,000 ล้านบาท โดยเพิ่มมาจากธุรกิจครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ หลังไทยเบฟได้โอนหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่ในบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ หรือF&N ในสิงคโปร์ให้กับบริษัท ทีซีซี แอสเซ็ทส์

“แม้ที่ผ่านมามีความท้าทายด้านการดำเนินงานและต้นทุน เป็นผลจากความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาคและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ แต่สามารถกัาวข้ามอุปสรรคมาได้ ด้วยการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างใกล้ชิด”นายฐาปนกล่าว

นายฐาปนกล่าวว่า จึงทำให้ผลการดำเนินในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 ออกมาดีเช่นเดียวกับ 5 ปีที่ผ่านมา โดยมีรายได้จากการขายรวม 217,055 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายตัดบัญชี อยู่ที่ 38,595 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% โดยได้รับแรงหนุนจากธุรกิจเบียร์และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ อันเป็นผลจากการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ

Advertisement

นายฐาปนกล่าวว่า แยกรายธุรกิจสำหรับธุรกิจสุรามีรายได้จากการขาย 92,788 ล้านบาท ลดลง 0.9% จากปีก่อนและมีกำไรลดลง 1.3% มาจากปริมาณขายรวมที่ลดลง 2.7% เนื่องจากการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศไทย แต่ชดเชยด้วยธุรกิจในประเทศเมียนมาที่ยังคงเติบโตและมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นจากปีก่อนทั้งรายได้จากการขายและกำไร หลังจากนี้นอกจากการเพิ่มกำลังผลิตสุราพรีเมียมในต่างประเทศ จะทำตลาดสุราพรีเมียมสัญชาติไทยในตลาดโลก โดยมี PRAKAAN (ปราการ) ซิงเกิลมอลต์วิสกี้เป็นตัวขับเคลื่อน เจาะผู้บริโภคในประเทศไทย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และญี่ปุ่น


นายฐาปนกล่าวว่า ส่วนธุรกิจเบียร์มีกำไรเติบโต10.2% ตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น 0.6% เป็น 93,793 ล้านบาท จากการลงทุนในตราสินค้าและกิจกรรมทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ลดลง แม้ปริมาณขายรวมจะลดลง 2.9% ซึ่งธุรกิจเบียร์ในประเทศไทยมีปริมาณการขายที่เติบโตขึ้นอย่างน่าพอใจ โดยเฉพาะช่วงกลางปี 2567 จากการท่องเที่ยวฟื้นตัวและสภาพอากาศร้อน ส่งผลให้มีการบริโภคเพิ่มขึ้น ส่วนในเวียดนามยังเผชิญความท้าทายการบริโภคที่ลดลง จากสภาวะเศรษฐกิจมหภาค ทั้งนี้นอกจากการลงทุนในกัมพูชาแล้ว ในประเทศไทยจะดำเนินกลยุทธ์อื่นๆ เสริม อาทิ เพิ่มสัดส่วนพื้นที่บนชั้นวางสินค้าในร้านค้า รวมถึงพัฒนาตราสินค้าแมสพรีเมียมใหม่ ๆ

“ตลาดเบียร์ในประเทศไทย แม้จะมีผู้ประกอบการรายใหม่ๆเข้ามา ก็ถือเป็นเรื่องดีและปกติ ทุกคนต้องทำมาค้าขาย เราถือว่าเป็นตลาดเปิด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการบริโภคของลูกค้ามากกว่า”นายฐาปนกล่าว

นายฐาปนกล่าวว่า สำหรับธุรกิจเครื่องดื่มนอนแอลกอฮอล์ มีรายได้จากการขาย 15,553 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.9% ตามปริมาณขายเพิ่มขึ้น 5.3% มีปัจจัยหลักมาจากกิจกรรมส่งเสริมตราสินค้าที่ประสบความสำเร็จและการขยายการกระจายสินค้า และมีกำไรที่ 1,817 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5% จากประสิทธิภาพการผลิตที่สูงขึ้นและต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่ลดลง ขณะที่ธุรกิจอาหาร มีรายได้จากการขาย 15,022 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.1% จากการขยายธุรกิจต่อเนื่อง ส่วนกำไรลดลง 0.6% เป็น 1,438 ล้านบาท เพราะต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น

นายฐาปนกล่าวว่า ในช่วง 3 เดือนที่เหลือของปี 2567 บริษัทยังคงเดินหน้าลงทุนด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมศักยภาพการทำธุรกิจและชิงความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และนอนแอลกอฮอล์ระดับอาเซียน และระดับโลก โดยธุรกิจเบียร์ ได้เริ่มสร้างโรงงานผลิตเบียร์ในกัมพูชาจะแล้วเสร็จต้นปี 2569 มีกำลังผลิตเริ่มต้น 50 ล้านลิตร รองรับดีมานด์ตลาดเบียร์กัมพูชาที่เติบโตเร็วที่สุด และใหญ่เป็นอันดับ 4 ของอาเซียนในด้านปริมาณการขาย ยังมีปริมาณการบริโภคสูงถึง 10 ล้านเฮกโตลิตรต่อปี สะท้อนถึงศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจของตลาด

นายฐาปนกล่าวว่า ด้านธุรกิจสุรามีแผนลงทุนขยายกำลังผลิตวิสกี้ในประเทศนิวซีแลนด์ เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันในตลาดสุราพรีเมียม ขณะที่ธุรกิจเครื่องดื่มนอนแอลกอฮอล์เดินหน้าลงทุนในโครงการฟาร์มโคนมที่ริเริ่มโดย F&N สร้างความได้เปรียบในธุรกิจในอาเซียนและรองรับดีมานด์นมในมาเลเซียที่กำลังเกิดปัญหาขาดแคลนนม และเป็นโอกาสต่อยอดธุรกิจในมาเลเซียเป็นฮับด้านอาหาร-เครื่องดื่มฮาลาล เจาะตลาดประเทศมุสลิมอื่น ๆ เช่น อินโดนีเซีย ในอนาคตอีกด้วย

นายฐาปนกล่าวว่า นอกจากนี้บริษัทยังลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเสริมการดำเนินธุรกิจด้านต่าง ๆ อาทิ ประยุกต์ใช้ระบบขายอัตโนมัติยกระดับความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต การดำเนินงาน รวมถึงการกระจายสินค้า อีกทั้งยังมีแผนที่จะพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ตอบโจทย์ต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้า และเตรียมพร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคต

“ใน passion 2030 มีสองเรื่องที่ต้องให้ความสนใจ คือ reach competitively คือ การพัฒนาด้านการบริการส่งมอบสินค้าและบริการให้ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพทั่วถึง พูดง่ายๆคือให้เข้าถึงลูกค้า และเรื่องที่สอง digital for growth ซึ่งมีความสำคัญเพราะตอนนี้คนใช้สมาร์ทโฟนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแล้ว ซึ่ง 2 เรื่องนี้ สะท้อนถึงกัน และเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ เพื่อรองรับการแข่งขัน เราคงทำในทุกปี คนไม่รอไปถึงปี 2030 ทีเดียว เพราะทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จะทำแผนเป็น 2 ช่วง ๆละ 3 ปี”นายฐาปนกล่าว

นายฐาปนกล่าวว่า เรื่องของเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับดิจิทัลถือว่ามีประโยชน์มากมาย ถ้าใช้ให้เกิดความคุ้มค่า เพราะความเชื่อมโยงในการเห็นรายละเอียดว่าเชื่อมโยงกับใคร แต่ถ้ามองเรื่องเศรษฐกิจ ทุกรัฐบาลพยายามขับเคลื่อนให้มีการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการหมุนตัวด้านเศรษฐกิจ จำนวนเงินที่จะสะท้อนออกมา สำหรับผู้ที่ใช้จ่ายผมว่าเป็นเรื่องที่จำเป็น และเป็นประโยชน์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนจะมาเป็นในรูปแบบดิจิทัล ได้ประโยชน์ชัดเจนอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องศึกษา ทำความเข้าใจ อย่างไรก็ตามเมื่อผู้บริโภคใช้ ทางผู้ประกอบการก็ต้องปรับตัว ซึ่งกลุ่มไทยเบฟรอคอยการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ เหมือนกันอีกหลายๆธุรกิจที่กำลังรอคอย ในการกระตุ้นและต้องการเติบโต เพราะการจับจ่ายใช้สอยของเราเบาบางลง คนมีเงินใช้น้อยลง เป็นพฤติกรรมผู้บริโภคที่สะท้อนกลับมา

นายฐาปนกล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนที่เหลือของปี 2567 เชื่อมั่นจะมีทิศทางดีขึ้น เนื่องจากภาครัฐต้องเร่งกระตุ้นการเติบโตและการฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจ การจับจ่ายใช้สอยดีขึ้น ทำให้แนวโน้มไตรมาสสุดท้ายทุกอย่างคึกคัก แม้มีความท้าทายในวิกฤตต่างๆ แต่ทิศทางในอนาคตทุกคนต้องมองว่าจะดีขึ้น อย่างไร็ตามมองว่าด้วยภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อในประเทศที่ลดลง คาดว่ายอดขายสุราและเบียร์จะลดลงลากยาวไปถึงปี 2568

นายโสภณ ราชรักษา ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานทรัพยากรบุคคลและสมรรถนะองค์ ผู้บริหารสูงสุดสายธุรกิจอาหารประเทศไทย และผู้บริหารสูงสุดสายธุรกิจโลจิสติกส์ กล่าวว่า ปี 2568 กลุ่มธุรกิจอาหารจะใช้เงินลงทุน 1,300 ล้านบาท เปิดร้านเพิ่มกว่า 600 ร้าน และปรับปรุงร้านใหม่ เช่น เคเอฟซี โออิชิ เป็นต้น โดยมี 16 ร้านที่จะเปิดในโครงการวันแบงค็อก ใช้เงินลงทุน 400 ล้านบาท ขณะที่รายได้คาดจบปีนี้อยู่ที่ 19,000-20,000 ล้านบาท และปี 2573 คาดมีรายได้แตะ 28,000 ล้านบาท

“ภาพรวมของธุรกิจอาหารในไทยอยู่ในช่วงท้าทาย เรื่องต้นทุนและค่าแรงขึ้นต่ำที่รัฐมีนโยบายจะปรับขึ้น ส่วนการแจกเงิน 10,000 บาทนั้น ยังไม่เห็นผลชัดเจนมากนัก”นายโสภณกล่าว