คลังแย้มแจกเงินเฟส2 แบบดิจิทัล ไม่ห่าง-ไม่ชิดเฟส1 รับ 3 แสนคนวืด ติดปัญหาบัญชี-บัตรหมดอายุ
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ถึงการโอนเงิน 10,000 บาท โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ เฟส2 หากล่าช้าจะมีผลกระทบต่อเป้าหมายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลหรือไม่ ว่า ต้องดูจังหวะเวลาที่เหมาะสม เมื่อเราแบ่งเฟสแล้วชัดเจนก็ต้องคำนวณดูจุดที่มีความเหมาะสมที่สุด ห่างไปก็ไม่ดี ซึ่งความเหมาะสมคือไม่ห่างเกินไป ไม่ชิดจนเกินไป และต้องไม่ใช่ช่วงที่เติมไปแล้วไม่เกิดแรงหน่วงอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อถามถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นไปตามเป้าเดิมของรัฐบาลหรือไม่ นายจุลพันธ์กล่าวว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจลดไปตามสัดส่วน แต่เม็ดเงินที่เติมลงไปไม่ได้หายไปไหน ยังมีสภาพคล่องในระบบ หมุนเวียนแต่อาจจะมีการรั่วไหลบ้าง แต่เม็ดเงินจะเป็นตัวหมุนในระบบเศรษฐกิจโดยเฉพาะช่วงไฮซีซั่น ถัดจากนั้นจะต้องดูระยะเวลาที่เหมาะสมในการเติมเม็ดเงินลงไปอีกรอบ เพื่อเป็นแรงบวกในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม
ส่วนจะต้องเป็นช่วงเทศกาล เช่น สงกรานต์ ปีใหม่ หรือจะเก็บไว้เป็นไพ่เด็ดช่วงโลว์ซีซั่น เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวหรือไม่ นายจุลพันธ์กล่าวว่า ยังไม่สามารถกำหนดได้ ต้องเติมเข้าไปในจังหวะเวลาที่เหมาะสม
เมื่อถามถึงกรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วิจารณ์ว่าพายุหมุนทางเศรษฐกิจจะไม่เกิดขึ้นแล้ว นายจุลพันธ์กล่าวว่า ดูง่ายๆ ช่วงหนึ่งถึงสองวันนี้ ตั้งแต่เริ่มโอนเงินก็เกิดการจับจ่ายใช้สอยคึกคักแล้ว ดังนั้น สิ่งที่ได้คือการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นของรัฐบาล
ส่วนในช่วงปลายปีจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ออกมาหรือไม่ นายจุลพันธ์กล่าวว่า มี กำลังคุยอยู่ แต่จะเป็นคนละครึ่งหรือเที่ยวด้วยกันยังไม่ได้ข้อสรุป
เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าหากเป็นโครงการเหล่านี้จะกลายเป็นข้อครหาว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง เพราะเคยวิจารณ์โครงการนี้ไว้เยอะ นายจุลพันธ์กล่าวว่า ต้องดูตามสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจ จะเอาเรื่องพวกนั้นมาเป็นตัวตั้งไม่ได้ และพวกตนคงไม่เอาเรื่องนี้มาเป็นอุปสรรค แต่จะดูสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมมากที่สุด การจะเอาศักดิ์ศรีมาคงไม่ใช่แต่ต้องเอาประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก พร้อมย้ำว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นอยู่ที่ความเชื่อมั่น และเสถียรภาพของรัฐบาล รวมถึงนโยบายที่มีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
นายจุลพันธ์กล่าวว่า การโอนเงิน 10,000 บาท โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะแรก 14.5 ล้านคน ซึ่งในกลุ่มคนพิการยังมีรายที่ค้างอยู่ 8,829 ราย ซึ่งส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องบัตร และมีบางส่วนสิทธิซ้ำกับกลุ่มเปราะบาง ประมาณ 93,000 ราย ส่วนกลุ่มเปราะบางยังเหลืออีก 372,458 ราย ซึ่งมีปัญหาเรื่องบัญชีไม่เดิน และยังไม่ได้ผูกพร้อมเพย์ ในกลุ่มนี้หากมีการเช็กสิทธิแล้วแต่ยังไม่ได้เงิน ต้องไปประสานกับธนาคาร และไปดำเนินการผูกพร้อมเพย์กับหมายเลขบัตรประชาชนให้เรียบร้อย โดยทางกระทรวงการคลังจะมีการโอนเงินซ้ำอีก 3 ครั้งตามรอบ
นายจุลพันธ์ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการโอนเงินเข้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้กับประชาชนผู้มีสิทธิแต่ถูกหักหนี้จากบัญชีอัตโนมัติ โดยยืนยันว่าไม่มีการหักบัญชีทันที เป็นความเข้าใจผิดของผู้รับสิทธิเอง และมีบางรายที่ไปผูกพร้อมเพย์กับธนาคารอื่นแต่ไม่รู้ตัว ส่วนขณะนี้จำนวนเม็ดเงินที่เข้าไปในระบบทั้งหมด ประมาณ 141,000 ล้านบาท และจะมีผลต่อการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ 3.35%
ส่วนกรณีที่ประชาชนมีการนำไปซื้อเหล้า ซื้อหวย อาจจะไม่ตอบโจทย์การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลนั้น นายจุลพันธ์ยอมรับว่า รัฐบาลต้องคิดให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเร็ว เพราะหากรออีก 3 เดือน จะยิ่งส่งผลกระทบทางลบด้านเศรษฐกิจ จึงต้องมีการปรับรูปแบบซึ่งเชื่อว่าเป็นผลดี และตรงกับความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง อาจจะมีตังค์ใช้ที่นอกเหนือความคาดหวังของรัฐบาลบ้าง แต่เป็นสัดส่วนที่น้อยเมื่อเปรียบเทียบกับผู้มีสิทธิทั้งหมด และในเฟสถัดไปก็จะพยายามทำให้เป็นรูปแบบดิจิทัล

