‘ไชยวัฒน์’ เปิดแผนบูสต์ ‘สวนสยาม’ พยุง ‘สวนน้ำสวนสนุก’ อยู่คู่คนไทย

3.10.24 | 12:58 น.

เป็นอีกนักธุรกิจที่ผ่านมาทุกวิกฤต สำหรับ “ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ” ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทสยามพาร์คซิตี้ (สวนสยามเดิม) เจ้าพ่อสวนน้ำสวนสนุก “สยามอะเมซิ่งพาร์ค” แม้ปัจจุบันวัยจะล่วงเลย 87 ปีแล้ว แต่ยังคงเกาะติดสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

“ถามผมว่าเศรษฐกิจไทยจะไปรอดไหม ตอนนี้อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะไปรอดหรือเปล่า ถ้ารัฐบาลไปรอด เศรษฐกิจก็ต้องรอด ถ้ารัฐบาลคราวนี้ไปไม่รอด เปลี่ยนใหม่อีกครั้ง เราต้องไปตั้งต้นใหม่อีก 6 เดือนถึง 1 ปี ผมว่ามันจะตายทั้งยืน เหมือนตายทั้งกลม ไปโรงพยาบาลผ่าตัดไม่ทัน ทำให้หนักใจ”

อย่างไรก็ตาม “ไชยวัฒน์” มองว่า ต้องให้เวลารัฐบาลชุดใหม่ทำงานก่อนอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งใน 2 เดือนนี้ ผมว่าคงจะเห็นแล้วว่า เราจะตายหรือจะเป็น ตอนนี้ทุกคนขนลุกกันไปหมดแล้ว ไม่ใช่แค่นักธุรกิจ
ผู้หาเช้ากินค่ำก็จะตายอยู่แล้ว แม้รัฐบาลจะแก้ปัญหาเร่งด่วน แจกเงิน 10,000 บาทให้รากหญ้าฟื้นมาได้ก็ตาม

“เศรษฐกิจดูแล้วอาการสาหัสมาก ผมเคยบอกไปแล้วเมื่อครั้งก่อน จะมีปิด 40 บริษัท ก็ปิดจริงๆ ตามที่เป็นข่าวมาตลอด ยังมี 10 บริษัทใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาดใหญ่ บางส่วนทำเกี่ยวกับการส่งออก ที่กำลังประสบปัญหาอย่างหนัก ส่วนใหญ่เจอสถานการณ์เหมือนๆ กัน คือ จ่ายเงินเดือนครึ่งหนึ่ง หรือผ่อนจ่ายเงินเดือนบ้างส่วน สมทบให้งวดถัดไป หรือกำลังเร่งหาเงินเดือนจ่ายพนักงาน ถ้าเราอยู่แบบนี้ โดยรัฐบาลไม่แก้ปัญหาเลยจะหนัก”

สำหรับ “สวนสยาม” เจ้าพ่อสวนน้ำเล่าว่า ของผมก็ต้องอดทนอดกลั้น เรามีคนงานร่วม 500 คน การบริหารจัดการในบางครั้งต้องแบ่งจ่าย แบบเดือนชนเดือน ผมต้องบอกพนักงานว่าเราต้องช่วยเหลือกัน ถ้าเราปิดกิจการ เท่ากับปิดตายของประเทศ เราพยายามที่จะช่วยกัน ขอให้อดทนไว้หน่อยช่วง 3 เดือนนี้ โดยผมขอเวลาเขา 3 เดือนถึงตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ หลังออกพรรษาแล้ว น้ำจะแห้ง คนไทยจะออกเที่ยวกัน

Advertisement

“ผมพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงให้สวนสยามอยู่ได้ กำลังศึกษารายละเอียดโครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ซึ่งตอนนี้กฎหมายเปิดแล้ว แต่เงินลงทุนก้อนใหญ่เรายังไม่ค่อยมี กำลังหาพันธมิตรต่างชาติมาร่วมลงทุน เพราะโครงการใช้เงินลงทุนสูงถึง 1 แสนล้านบาท โดยเราจะแปลงสินทรัพย์สวนสยามเดิมและที่ดิน 500 ไร่ เป็นเงินทุน 5 หมื่นล้านบาท และอีก 5 หมื่นล้านบาท จะดึงพันธมิตรต่างชาติที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์มาร่วมลงทุน ผมเชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้” ไชยวัฒน์แชร์ไอเดีย

พร้อมกับยอมรับว่า ปัจจุบันธุรกิจสวนน้ำสวนสนุกเข้าสู่ยุคร่วงโรย เนื่องจากต้นทุนสูง เพราะต้องมีการดูแลรักษาทั้งวันทั้งคืน เหมือนเลี้ยงลูกอ่อน ถ้าใครไม่แข็งพอ ไม่มีเงินสำหรับการดูแล ก็อยู่ไม่ได้ ส่วนแนวโน้มของธุรกิจอีก 3-5 ปีข้างหน้า ผมมองว่าอะไรก็แล้วแต่ ถ้ามันสนุก คนมันเยอะ ก็ง่าย จ้างเขาแพงหน่อย ขยันหน่อย ถ้าธุรกิจไม่ดี จ่ายเงินน้อย เขาก็ทำงานให้เราช้า การทำธุรกิจสวนน้ำสวนสนุกมันอยู่ที่เงินทุนกับรายได้

“ธุรกิจสวนน้ำสวนสนุกเริ่มไม่ค่อยดีต่อเนื่องมาตลอด 5 ปีที่แล้ว ในช่วงบูมมีสวนน้ำสวนสนุก เปิดแข่งกันมาก ตอนนี้เริ่มจะปิดบ้างแล้ว เพราะถึงจุดสูงสุดแล้ว ตอนนั้นทุกจังหวัดเปิดหมด ลงทุนศึกษาบ้าง ไม่ศึกษาบ้าง ถ้าไม่อดทน ก็อยู่ไม่ได้”

เมื่อถามย้ำว่าโอกาสที่ธุรกิจจะล้มหายตายจากไปมีหรือไม่ “ไชยวัฒน์” กล่าวว่า ผมว่าโอกาสมีเยอะที่ธุรกิจสวนน้ำจะหายไปจากประเทศไทย ถ้าผม (สวนสยาม) ไปก็ไม่มีเหลือแล้ว ถ้าเอ็นเตอร์เทนเมนต์เกิดผมก็ยังอยู่ เพราะในเงื่อนไขกำหนดให้ต้องมีสวนน้ำสวนสนุกด้วย เพียงแต่เราอาจจะต้องเพิ่มในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน คือ กาสิโน

ผู้บุกเบิกสวนสยามเล่าว่า ช่วงระหว่างที่เป็นรอยต่อการเดินหน้าโครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์นั้น เพื่อให้สวนสยามประคองตัวอยู่ได้ สิ่งแรกที่บริษัทดำเนินการ คือ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หยุดการก่อสร้างใหม่ๆ เพิ่ม ส่วนที่สองหารายได้เพิ่มจากการทำกิจกรรมการตลาดใช้สูตร ซื้อ 10 ขาย 8 ได้กำไร 2 เช่น ทำบัตรราคา 600 บาท ที่เล่นได้ทุกอย่าง เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดบริการรถไฟเหาะอีกครั้ง คาดว่าจะเปิดบริการบางส่วนได้ทันก่อนเทศกาลปีใหม่ 2568 เนื่องจากต้องใช้เวลาในการซ่อมบำรุง หลังหยุดไปนานตั้งแต่โควิด โดยจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาดำเนินการให้ ผมเป็นคนที่เข้มงวด ถ้าไม่ปลอดภัยก็จะไม่เปิด เพราะจะไม่คุ้ม หากเกิดอะไรขึ้นมา จึงต้องเช็กให้ละเอียดจนแน่ใจ ล่าสุด ยังเปิดสวนป่าคาเฟ่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวและศูนย์การเรียนรู้สัตว์ต่างๆ โดยให้เข้าใช้บริการฟรี ผมยังมีกลเม็ดอีกมาก

“ตอนนี้ผมมาดูเรื่องโครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์ก่อน แต่ยังดูแลสวนน้ำสวนสนุกตลอดเวลา ครั้งนี้นับเป็นการลงทุนครั้งมโหฬารของผม ครั้งแรกที่ทำสวนสยาม เราลงทุนไปไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าคิดที่ทำมาหลาย 10 ปี ก็หมดไปหลายแสนล้านบาท ที่ดินผมหมดไปหลายร้อยไร่ ทั้งลาดกระบัง ชะอำ เพราะผมขายเอามาลงที่นี่ (สวนสยาม) หมด ตอนนี้สถานะสวนสยามยังอยู่ได้ แม้ยังอยู่ในภาวะที่ขาดทุนต่อเนื่อง เพราะว่าเรารักเขา เหมือนเรารักลูกตามใจลูก อยู่กันจนชิน ไม่ว่าจะขึ้นจะลง เราอยู่กับมันได้” ไชยวัฒน์กล่าว

พร้อมทิ้งท้ายว่า วิธีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อรักษาสภาพคล่องของสวนสยาม ผมนำที่ดินเดิมที่มีอยู่ไปขายเพื่อนำมาเป็นเงินค่าใช้จ่ายและจ้างแรงงาน ตอนนี้ผมกำลังจะขายที่ดินที่ระยองมีกว่า 200 ไร่ ขาย 30 กว่าไร่ ขาย 260 ล้านบาท ติดหาดแม่รำพึง ขายไร่ละ 8 ล้าน เพื่อนำเงินมาช่วยพนักงานในช่วง 2-3 เดือนนี้ รวมถึงเป็นค่าศึกษาโครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ด้วย

จากนี้คงต้องจับตาว่า ใบอนุญาตผุดเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ จะมีชื่อสยามอะเมซิ่งพาร์ค ด้วยหรือไม่