ศก.ไทยโค้งสุดท้ายยังวิกฤต
‘สงคราม-ท่วม’ซัด‘จีดีพี’ห่างฝั่งโต3%
ขณะนี้ได้เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2567 แล้ว ย้อนดู 9 เดือนแรกของปี และมองอนาคตใน 3 เดือนจาก ถ้าเปรียบเสมือนท้องฟ้า ทุกคนพูดเสียงเดียวกันว่า ไม่สดใสอย่างที่ควรเป็น ด้วยนับนิ้วแล้ว ปัจจัยลบมากกว่าปัจจัยบวก ยังเป็นแรงกดดันเศรษฐกิจไทย และการขยายตัวของจีดีพี มีโอกาสสูงที่จะหลุดเป้าหมายคาดหวังไว้เกิน 2.7-2.8% ในช่วงการฟื้นตัวแบบอ่อนๆ และหลายจังหวัดยังไม่ได้ฟื้นตัวมากนัก
ล่าสุดปัจจัยลบที่กลับมาอีกรอบ และผลกระทบที่ทั่วทั้งโลกไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คือ การปะทุของสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง หลังจากดูเงียบไประยะหนึ่ง ขึ้นต้นเดือนตุลาคม ก็กลับมาทวีความรุนแรงมากขึ้น ระหว่างอิสราเอล เลบานอน และอิหร่าน เป็นการเปิดฉากยิงขีปนาวุธใส่กันไม่ยั้งระดับ 100-200 ลูก
และไม่มีทีท่าว่าจะถึงจุดจบเมื่อใด เพราะหากประเมินความร้อนแรงการปะทะในครั้งใหม่นี้ น่าจะเข้าใกล้จุดวิกฤต ตามมาด้วยความสูญเสียครั้งใหม่มากกว่าทุกครั้ง เพียงเวลาสัปดาห์เดียว เกิดผู้เสียชีวิตในฉนวนกาซากว่า 40,000 ราย และผู้เสียชีวิตในเลบานอนมากกว่า 1,000 ราย ผู้คนเรือนแสนนับล้านกลายเป็นผู้พลัดถิ่น และบางพื้นที่อยู่ในสภาพพังทลาย รวมถึงคนไทยที่ไปทำงานในประเทศเหล่านี้ที่เปิดเผยแง่มุมผ่านช่องทางออนไลน์ของตัวเอง
ให้เห็นถึงความน่ากลัวของภาวะสงคราม และการใช้ชีวิตที่ยากลำบากมากขึ้น
สงครามเดือดฉุดทุกมิติ
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สงครามที่เริ่มกลับมาระอุอีกครั้ง เริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะจะเป็นปัจจัยดันให้ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งขึ้นไปแตะที่ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล รวมถึงกระทบเรื่องการขนส่งทางเรือล่าช้ามากขึ้นกว่าวันนี้ ยังเป็นสาเหตุให้ต้นทุนภาคการขนส่งเพิ่มขึ้นไปทะลุ 12,000 เหรียญสหรัฐต่อตู้คอนเทนเนอร์อีกครั้ง แม้ระยะที่ผ่านมา ค่าขนส่งทางเรือปรับราคาลดลงแล้ว
แต่มีอีกหลายเส้นทางที่ราคายังไม่ลดลง โดยเฉพาะการไปยุโรป ทำให้หากไตรมาสสุดท้ายปีนี้ สงครามยังรุนแรงแบบนี้ อาจฉุดการเติบโตของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) โตได้ช้าลง
“หากสงครามในตะวันออกกลางขยายวงออกไปกว้างมากขึ้น อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น และจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางเดินเรือ กระทบค่าระวางเรือที่พุ่งสูงขึ้น ต้องปรับเปลี่ยนทางเดินเรือใช้เวลานาน 2 สัปดาห์ ไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮป คล้ายกับปลายปี 2566 ที่ช่วงหนึ่งมีการโจมตีครั้งใหญ่ในทะเลแดง เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าหลักจากตลาดเอเชียไปยังยุโรป
จึงมีผลกระทบไปถึงราคาตู้คอนเทนเนอร์ที่จะนำมาใช้ในการขนส่งสินค้า โดยก่อนหน้านี้ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุต ราคาเพิ่มถึง 12,000-13,000 เหรียญสหรัฐต่อตู้คอนเทนเนอร์ ทั้งที่ราคาตามปกติอยู่เพียงแค่ 3,000-4,000 เหรียญสหรัฐต่อตู้คอนเทนเนอร์เท่านั้น” นายเกรียงไกรระบุ
จากข้อมูลภาคการค้าจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุไว้ว่า ภาพรวมการค้าไทย-ตะวันออกกลาง (15 ประเทศ) 8 เดือนแรกแรกปี 2567 รวม 27,116.96 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.77% โดยไทยส่งออก 7,801.85 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.32% การนำเข้า 19,315.11 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.55% ไทยจึงขาดดุลการค้า 11,513.26 ล้านเหรียญสหรัฐ
สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญ คือ รถยนต์และส่วนประกอบ ข้าว เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และผลิตภัณฑ์ยาง ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันสำเร็จรูป ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืช และเคมีภัณฑ์
โดยยังคงคาดการณ์ส่งออกทั้งปี 2567 ขยายตัวได้ 2% แต่หากสถานการณ์ปัจจัยต่างๆ มีความรุนแรงมากขึ้น จนกระทบส่งออก เศรษฐกิจไทยในภาพรวมจะได้รับผลกระทบเช่นกัน
เหตุปะทะ-บาทแข็งกดส่งออก
การส่งออกถือว่าเป็นหนึ่งใน 2 เครื่องยนต์หลัก ซึ่งรับบทเป็นเดอะแบกในการสร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ซึ่งช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ผู้ประกอบการไทยได้รับผลกระทบอย่างหนักกับเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่า เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และรวมแล้วกว่า 12% ผสมกับปัจจับลบภาวะสงคราม ทำให้ความต้องการสินค้าชะลอตัวลงอีก ส่งออกจึงต้องรับศึกหนักมากพอสมควรในเวลานี้
นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ให้ความเห็นว่า ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในโซนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วมีผลต่อโครงสร้างต้นทุนและการส่งออกสินค้าของไทยทั้งกลุ่มสินค้าเกษตร หรืออาหาร รวมถึงอื่นๆ ด้วย เพราะส่งผลต่อการแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศกลับมาเป็นเงินบาทที่มูลค่าลดลง
ทำให้การซื้อขายสินค้าส่งออก หากสามารถใช้สกุลเงินอื่นในการตั้งราคาเริ่มต้นได้ จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยมากขึ้น อาทิ ใช้เงินหยวนแทนเมื่อซื้อขายสินค้ากับประเทศจีน ไม่สามารถรอได้แล้ว เพราะเมื่อปล่อยให้เวลาผ่านไปจะส่งผลต่อความเสี่ยงให้เกิดความสูญเสียจากการขาดทุนในอัตราแลกเปลี่ยนได้ และการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ที่ชะลอปรับขึ้นได้ให้ชะลอไปก่อนยาวๆ เลย
เพราะหากปรับขึ้นจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการส่งออกแน่นอน
แม้สถานการณ์ในวันนี้ ทุกอย่างยังคงบริหารจัดการได้ แต่ถือเป็นภาวะความเสี่ยงของระเบิดเวลาในรอบถัดไป หากสงครามตะวันออกกลางขยายตัวกว้างขึ้น รุนแรงขึ้น จะเพิ่มความกังวลในการส่งออกช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2567 นี้ โดยการค้าขายของในตะวันออกกลางจะมีความเชื่อมโยงทางด้านการตลาดการส่งออก ทำให้เราต้องพิจารณาถึงผลกระทบทั้งภูมิภาคในตะวันออกกลางทั้งหมด
ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย หลังจากสงครามกลับมารุนแรงมากอีกครั้ง เพราะว่าตะวันออกกลาง ถือเป็นประเทศกลุ่มยุทธศาสตร์หลักของประเทศไทย การส่งออกในช่วงปีที่ผ่านมาของตะวันออกกลางก็สูงมากถึง 4% โดยเฉพาะอย่างตลาดซาอุดีอาระเบียเติบโตถึง 32% ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้
“เราไม่อยากให้ส่งออกสะดุด เพราะบาดเจ็บมากแล้วในช่วงโควิดที่ผ่านมา เพราะปัจจัยบวกไม่มีแล้วต่อจากนี้ มีแต่ปัจจัยที่ระเบิดไปแล้วในช่วงที่ผ่านมา อาทิ ค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากกว่า 12% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ถือเป็นการแข็งค่าเร็วและมากกว่าประเทศคู่แข่งมาก โดยต้องให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นเพราะถือเป็นปัจจัยเสี่ยงของการส่งออก ทำให้ผู้ส่งออกอาจถึงขั้นขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ จากที่ค่าเงินบาทเคยอยู่ระดับ 36 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ถือว่าหนุนการส่งออกทำได้อย่างดี แต่เมื่อมาอยู่ที่ระดับ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายปฏิเสธคำสั่งซื้อทิ้งเลย เพราะขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าเข้ามา ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีนี้แล้วก็ต้นปีหน้า
จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญเรื่องของ การลดต้นทุน และการพิจารณาตลาดใกล้ อาทิ ตลาดอาเซียน เพราะหลายตลาดยังไปได้อีก อาทิ เวียดนาม ที่เรามีการเติบโตถึง 3% ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา มาเลเซีย เติบโตขึ้นถึง 4% การค้าขายในภูมิภาค น่าจะเหมาะสมในช่วงระยะเวลาที่เกิดการผันผวนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่สุด” นายชัยชาญกล่าว
ภาพน้ำท่วมทุบศก.
เดิมในอดีตที่ผ่านมา พบว่า ปัจจัยเสี่ยงที่มาจากต่างประเทศ จะเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้เป็นหลัก ทั้งสงคราม การเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยนโยบาย หรือการเลือกตั้งครั้งใหม่ของประเทศที่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ เพราะจะมีผลต่อทิศทางการปกครอง และการค้าขายในอนาคตถัดไปด้วย แต่ในปัจจุบัน ปัจจัยเสี่ยงเฉพาะตัวที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเอง และถือว่าอยู่นอกเหนือการควบคุมด้วยเช่นกัน แม้บางเรื่องจะสามารถควบคุมได้จากผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ แต่ภาพที่เกิดขึ้นให้เห็นเป็นตัวอย่างก็สะท้อนแล้วว่า ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก
ยิ่งพูดถึงเรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่ไม่สามารถสั่งฟ้า สั่งฝนได้ ยิ่งพูดยาก เพราะถึงแม้เราจะมีประสบการณ์เผชิญหน้ากับภาวะน้ำแล้ง หรือน้ำท่วมมาแล้วหลายสิบครั้งในทุกๆ ปี ที่ผ่านมาในอดีต แต่ก็ยังไม่สามารถถอดบทเรียนจนสอบผ่าน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ใหม่ที่จะเกิดขึ้นแบบตอนนี้ได้เลยสักครั้ง ทำให้สถานการณ์น้ำท่วมสูงในหลายจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ กลับมาเป็นวิกฤตทางเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง
ประเทศไทยถือว่าเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่แล้วหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา แต่ต้องยอมรับว่าการช่วยเข้าพื้นที่เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างรวดเร็ว ตามแบบแผนที่ควรจะมียังล่าช้าจนเกิดความน่าฉงน เพราะประเมินตั้งแต่น้ำท่วมช่วงเดือนกันยายน 2567 พบว่ากลุ่มแรกที่เป็นด่านหน้าเข้าช่วยเหลือประชาชนกลับเป็นอาสาสมัครจากทุกสารทิศแทน ซึ่งมีคำกล่าวที่น่าคิดตามคือ ประเทศใดที่มีอาสาสมัครมากเท่าใด ยิ่งสะท้อนถึงความช่วยเหลือในส่วนสาธารณะจากภาครัฐล้มเหลว ซึ่งปฏิเสธได้ยากมากว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นหนึ่งในนั้น
รัฐเร่งช่วยเหลือเยียวยา
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี และโฆษกศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) กล่าวว่า กรณีการจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เบื้องต้นขณะนี้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ยื่นขอทบทวนให้กรณีที่อยู่อาศัยประจำอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมดินถล่ม น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่งไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย หรือที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังติดต่อกันเกินกว่า 7 วัน ให้ความช่วยเหลือเหมาจ่ายอัตราเดียวครัวเรือนละ 9,000 บาท
สำหรับกรณีผู้ประสบภัยที่ได้รับความช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เดิมไปแล้ว โดยผู้ที่ได้รับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาทไปแล้ว จะได้รับเงินเพิ่มอีก 4,000 บาท รวมเป็น 9,000 บาท ส่วนผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือ 7,000 บาท จะได้เงินเพิ่มอีกตามที่พิจารณาต่อไป
เรื่องน้ำท่วมหลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความเสียหายของอาคาร บ้านเรือน แหล่งท่องเที่ยว และผลกระทบที่ตามมา อาทิ โรคจากน้ำท่วม เม็ดเงินที่รัฐบาลพิจารณาอนุมัติเพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ถูกกระทบเพียงพอจริงหรือไม่ จะดีกว่านี้ไหม หากเรานำเงินที่จะใช้เมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้ว ไปจัดทำแผนป้องกันที่ต้นเหตุ เพื่อช่วยประชาชนไม่ให้ต้องเจอเหตุการณ์ซ้ำซากแบบนี้ เพื่อไม่ให้เข้าตำราสำนวน วัวหายล้อมคอก ที่ถูกเอ่ยถึงมาตลอดในหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศ
ท่วมหรือแล้งกระทบไม่ต่างกัน
ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกรุงศรี ระบุว่า น้ำท่วมใครว่าดีกว่าฝนแล้ง โดยอุทกภัยสามารถสร้างความเสียหายได้หลากหลายประเภทมากกว่าภัยแล้ง ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อสิ่งปลูกสร้าง บ้านเรือน โรงงาน เครื่องจักร ยานพาหนะ เส้นทางคมนาคม และสัตว์เศรษฐกิจต่างๆ ขณะที่พืชเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบตามปริมาณน้ำและความรุนแรงในการไหลผ่านพื้นที่ โดยหากระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปและระบายได้เร็ว ก็จะไม่ก่อความเสียหายโดยสิ้นเชิงแก่พืชบางประเภท แต่มวลน้ำที่ไหลอย่างรุนแรงและแช่ขังในระดับสูงติดต่อกันหลายวันจะสร้างความเสียหายแก่พืชประเภท ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง รวมถึงพืชสวนและพืชไร่ต่างๆ เป็นอย่างมาก
และจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงส่งผลต่อระดับราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้นจากปัญหาภาวะอุปทานขาดแคลนได้
ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรี ได้ประเมินพื้นที่ ที่อาจได้รับผลกระทบจากอุทกภัยทั้งปี 2567 ภายใต้การจำลองสถานการณ์ 3 ฉากทัศน์ 18/ และประเมินผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ดังนี้ กรณีดีที่สุด (Best case) หรือกรณีที่เกิดความเสียหายน้อยสุด จะมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ 6.2 ล้านไร่ มูลค่าทรัพย์สินเสียหาย 2.2 พันล้านบาท ขณะที่มูลค่าผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย 31.2 พันล้านบาท คิดเป็นความเสียหายรวม 33.4 พันล้านบาท หรือติดลบประมาณ 0.19% ของจีดีพี กรณีฐาน (Base case) มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 8.6 ล้านไร่ มูลค่าทรัพย์สินเสียหาย 3.1 พันล้านบาท ขณะที่มูลค่าผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย 43.4 พันล้านบาท
คิดเป็นความเสียหายรวม 46.5 พันล้านบาท หรือติดลบ 0.27% ของจีดีพี และกรณีเสียหายมากสุด (Worst case) มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 11.0 ล้านไร่ มูลค่าทรัพย์สินเสียหาย 4.0 พันล้านบาท ขณะที่มูลค่าผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย 55.5 พันล้านบาท คิดเป็นความเสียหายรวม 59.5 พันล้านบาท หรือติดลบ 0.34% ของจีดีพี
ส่วนระดับความเสียหายจากอุทกภัยต่อเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย ได้แก่ 1.ปริมาณน้ำฝนและการบริหารจัดการน้ำ 2.พื้นที่ที่เกิดอุทกภัย และ 3.ตำแหน่งที่ตั้งหน่วยเศรษฐกิจ (ครัวเรือน โรงงาน พื้นที่เกษตร)
ดังนั้น หากพื้นที่ที่เกิดอุทกภัยอยู่ในบริเวณที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสูง เช่น เป็นที่ตั้งนิคมอุตสาหกรรม แหล่งพื้นที่เกษตรที่สำคัญ หรือเส้นทางคมนาคมสำคัญที่ได้รับความเสียหาย ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่อุปทานการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งทำให้ความเสียหายต่อเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม วิจัยกรุงศรีคาดว่า อุทกภัยที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 จะไม่รุนแรงเท่ากับมหาอุทกภัยในปี 2554 และจะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากเท่ากับมหาอุทกภัยในปี 2554 ที่ธนาคารโลก (World Bank) ประเมินมูลค่าความเสียหายไว้สูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท
‘ท่วมนาน’ศก.วิกฤต2แสนล้าน
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ผลกระทบน้ำท่วมภาคเหนือ และพื้นที่อื่นที่กำลังเกิดขึ้น ประเมินว่าไม่รุนแรงเท่าปี 2554 แม้ปัจจุบันอยู่วงจำกัด แต่ความเสี่ยงจากการระบายน้ำจากประเทศเพื่อนบ้าน และพายุที่อาจเกิดขึ้นเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ทำให้น้ำท่วมขยายวงกว้างขึ้น ทำให้สถานการณ์อาจไม่ได้สามารถแก้ได้เร็วเหมือนที่คาด
โดยประเมินผลกระทบน้ำท่วมจะอยู่ที่ 0.1-0.3% ต่อจีดีพี หรือคิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 2 แสนล้านบาท ภายใต้การคาดการณ์คลี่คลายใน 1-3 เดือน และอาจเพิ่มขึ้นกว่านี้ เพราะลุกลามมาในจังหวัดที่สำคัญต่อการท่องเที่ยวแล้ว ซึ่งครัวเรือนไทยจะได้รับกระทบหนักกว่าน้ำท่วมปี 2554 เพราะอดีตแม้น้ำท่วมแต่จีดีพีขยายตัวได้ แต่ปัจจุบันภายใต้หนี้ครัวเรือนสูง คนจำนวนมากตกอยู่ในภาวะเป็นหนี้ มีหนี้ครัวเรือนสูงกว่าเดิมมาก รายได้คนไม่ฟื้นเหมือนปี 2554
ดังนั้นแม้ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจจะไม่มาก แต่คนในพื้นที่ได้รับผลกระทบมากกว่าอดีต รัฐบาลจำเป็นที่ต้องเร่งช่วยเหลือประชาชน เพราะเพียงเงินเยียวยาอาจไม่เพียงพออีกแล้ว
หลากหลายความเห็นข้างต้น สะท้อนได้ชัดเจนแล้วว่า ความหวังของรัฐบาลจะเร่งผลักดันการขยายตัวจีดีพีให้ได้ 3% ต่อปี ไกลออกไปทุกที!!

