ราคาผักสด-ดีเซล แรงส่งเงินเฟ้อก.ย.สูง 0.61% พณ.กาง3ปัจจัยเสี่ยงดันเงินเฟ้อQ4พุ่ง 1.49 % ชี้แจกหมื่นเพิ่มยอดขายร้านชำ-แผงลอย 50-60%
เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (เงินเฟ้อ) เดือนกันยายน 2567 เท่ากับ 108.68 เทียบกับเดือนกันยายน 2566 สูงขึ้น 0.61% ปัจจัยสำคัญมาราคาน้ำมันดีเซลสูงกว่าช่วงเดือนเดียวกันปีก่อน รวมถึงผักสดบางชนิดได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในพื้นที่เพาะปลูก โดยหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 2.25% แต่หมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 0.55% ซึ่งสินค้าในการคำนวณเงินเฟ้อ 430 รายการ ในส่วนนี้ราคาปรับขึ้น 274 รายการ ราคาเท่าเดิม 49 รายการ และราคาเพิ่มขึ้น 107 รายการ และเทียบเดือนสิงหาคม 2567 ลดลง 0.10%
โดยเฉลี่ย 9 เดือนแรกปี 2567 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 เงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น 0.20% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (หักอาหารสดและพลังงานออก) เดือนกันยายน สูงขึ้น 0.77% สูงขึ้นเล็กน้อยจากเดือนสิงหาคม 2567 ที่สูงขึ้น 0.62% โดยเฉลี่ย 9 เดือนแรกปี 2567 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 เงินเฟ้อพื้นฐานสูงขึ้น 0.48%

นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปไตรมาส 4 ปี 2567 มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากไตรมาส 3 ปี 2567 โดยคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปเดือนตุลาคม สูงขึ้น 1.25% และทั้งไตรมาส4 สูงขึ้น 1.49% กระทรวงพาณิชย์จึงปรับลดกรอบเงินเฟ้อจากสูงขึ้น 0.0-0.1% แคบลงเป็น 0.2-0.8% โดยคงค่ากลางที่ 0.5% เท่าเดิม ซึ่งเป็นอัตราที่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจะมีการทบทวนอีกครั้ง
สำหรับปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้นในไตรมาส4 ได้แก่ 1.ราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศที่กำหนดเพดานไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 2.ผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วมในบางพื้นที่ อาจสร้างความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตร ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผักสดปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะเป็นผลกระทบระยะสั้น และ 3.สินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาค่าโดยสารเครื่องบิน ซึ่งเป็นการปรับตัวที่สอดคล้องกับฤดูกาลท่องเที่ยว

ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง ได้แก่ 1.ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อนหน้า (ไตรมาส 4 ปี 2566 มีค่าเฉลี่ยสูงกว่า 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ระดับใกล้เคียงกับ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งส่งผลให้ราคาแก๊สโซฮอล์ปรับตัวลดลง 2. การแข็งค่าของเงินบาททำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าลดลง โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีสัดส่วนในตะกร้าเงินเฟ้อสูง ซึ่งเดิมประเมินเงินเฟ้อบนค่าบาท 36 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มาเป็น 34.5-35.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ รวมถึงการปรับคาดการณ์จีดีพีจาก 2-3% เป็น 2.3-2.8% และ คาดว่าผู้ประกอบการค้าส่ง-ค้าปลีกรายใหญ่ จะมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่อง หลังจากภาครัฐได้ดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกไปแล้ว

“ทิศทางเงินเฟ้อจากนี้มีโอกาสที่จะสูงเกิน 1% ต่อเนื่อง จากตัวแปรสำคัญคือราคาน้ำมันโลกที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ส่งผลต่อค่าขนส่ง ภัยธรรมชาติกระทบผลผลิตและราคาสินค้า และในไตรมาส4 จะเป็นช่วงที่มีการท่องเที่ยวและจัดกิจกรรมสูงขึ้น ก็จะมีผลต่อราคาสินค้า เงินเข้าระบบ และเงินเฟ้อที่ขยับได้เพิ่มขึ้น”
ทั้งนี้ สนค.ได้สำรวจการใช้จ่ายหลังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกแจกเงิน 10,000 บาทให้กลุ่มเปราะบาง ช่วงวันที่ 1-2 ตุลาคม 2567 โดยสำรวจ 133 ร้านค้าจำหน่ายข้าวสาร เนื้อสุกร ไข่ไก่ ไก่สด ผลไม้ และร้านขายของชำ พบว่า ผู้ประกอบการระบุว่าปริมาณการขายดีขึ้น 49-65% ตามชนิดของสินค้า และส่วนใหญ่กว่า 90% ระบุราคาสินค้ายังคงที่

นายพูนพงษ์กล่าวถึงกรณีกระทรวงการคลังจะหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยในการปรับกรอบเงินเฟ้อในปี 2568 เป็น 1.5-3.5% จากปี 2567 ยึดกรอบ 1-3% นั้น สนค.จะมีการติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อนำมาประกอบในการพิจารณาคาดการณ์เงินเฟ้อในปี 2568 ซึ่งตัวแปรหนึ่งของเงินเฟ้อไตรมาสแรกปี 2568 เมื่อเทียบไตรมาสแรกปี 2567 ยังอยู่ในภาวะติดลบ

