หุ้นกู้คงค้างไตรมาส 3 แตะระดับ 17.2 ล้านล. โต 3.9% เบี้ยวจ่ายกว่า 1.8 พันล.
เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม นายสมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ณ สิ้นไตรมาส 3/2567 ตลาดตราสารหนี้ไทยมีมูลค่าคงค้างเท่ากับ 17.2 ล้านล้านบาท ขยายตัว 3.9% จากสิ้นปี 2566 จากการเพิ่มขึ้นของตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลเป็นสำคัญ ขณะที่การออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว (หุ้นกู้ระยะยาว) มีมูลค่า 704,153 ล้านบาท คิดเป็น 70% ของมูลค่าการออกในปีที่แล้ว โดยหุ้นกู้ที่ออกส่วนใหญ่กว่า 94% อยู่ในกลุ่ม Investment grade กลุ่มอุตสาหกรรมที่ออกหุ้นกู้ระยะยาวสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มพลังงาน โดยพบว่ามีหุ้นกู้ผิดนัดชำระใน 9 เดือนแรกปี 2567 อยู่ที่ 1,876 ล้านบาท ส่วนหุ้นกู้ที่เลื่อนกำหนดชำระรวม 26,890 ล้านบาท
นายสมจินต์ กล่าวว่า กระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ (ฟันด์โฟลว์) ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 ขายสะสมสุทธิตราสารหนี้ไทยจำนวน 6,902 ล้านบาท เป็นผลรวมของการขายสุทธิตราสารหนี้ไทยในช่วงไตรมาส 1-2 ที่ 65,463 ล้านบาท และการซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทยในไตรมาส 3 ที่ 58,561 ล้านบาท ภายหลังการประกาศตัวเลขที่สำคัญทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ที่แสดงถึงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ จนมีการคาดการณ์ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึงโอกาสการปรับลดดอกเบี้ยของเฟดที่กำลังใกล้เข้า ก่อนมีการลดดอกเบี้ยลง 0.50% ตามคาด ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 3 นักลงทุนต่างชาติมีการถือครองตราสารหนี้ไทยเท่ากับ 9.2 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5.4% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยอายุคงเหลือของตราสารหนี้ไทยที่ผู้ลงทุนต่างชาติถือครองมีอายุเฉลี่ย 8.8 ปี เพิ่มขึ้นจาก 8.6 ปี เมื่อสิ้นปี 2566
นายสมจินต์ กล่าวว่า เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Government bond yield curve) ปรับตัวลดลงจากสิ้นปีที่แล้ว 20-22% ในรุ่นอายุ 2 ปี ถึง 10 ปี ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อของไทย ณ สิ้นไตรมาส 3 บอนด์ยีลไทย รุ่นอายุ 2 ปี ปรับตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 2.14% อายุ 5 ปี ลดลงมาที่ 2.23% และ 10 ปี ลดลงมาที่ 2.48% โดยพบว่าเส้นอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ภาคเอกชนของหุ้นกู้ในกลุ่ม AAA และ AA รุ่นอายุ 5 ปี ปรับตัวลดลง 14-25% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 ใกล้เคียงกับการลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ขณะที่อัตราผลตอบแทนหุ้นกู้กลุ่มอันดับเครดิต A BBB+ และ BBB ปรับตัวลงน้อยกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล สะท้อนถึงส่วนชดเชยความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงขึ้นจากการระมัดระวังการลงทุนในหุ้นกู้กลุ่มดังกล่าวของผู้ลงทุน

